ประวัติ แบร็ด โจนส์

โอกาสมาแล้ว! โจนส์เฝ้าเสายาวหลัง "บีร็อด" ดร็อปมิโญเล่ต์นั่งสำรอง

          แบร็ด โจนส์ นายทวารมือสองของ หงส์แดง ได้รับโอกาสทองฝังเพชร เมื่อกุนซือใหญ่ของทีม เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ตัดสินใจสั่งดร็อป ซิมง มิโญเล่ต์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งที่ฟอร์มตกจนเป็นบ่อให้ทีมไม่สามารถรักษาแต้มสำคัญในหลายเกมได้

          ร็อดเจอร์ส บิ๊กบอสชาวไอร์แลนด์เหนือตัดสินใจส่ง โจนส์ ลงเฝ้าเสาเป็นเกมแรกในรายการ ลีก คัพ ที่เปิดบ้านเฉือน สวอนซี ซิตี้ 2-1 ต่อมาในเกมลีกที่พ่ายให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-3 และบอลถ้วย ลีก คัพ ที่บุกชนะ บอร์นมัธ 3-1 ก่อนจะลงเล่นในเกมลีกปัจจุบันที่เสมอ อาร์เซน่อล สุดมันส์ 2-2

          อย่างไรก็ดี กุนซือสมองเพชรยังไม่มีกำหนดการสั่งเลิกดร็อป ซิมง มิโญเล่ต์ กลับมาเป็นมือหนึ่งของทีม และทำให้ โจนส์ จะได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ชื่อเต็ม : แบร็ดลี่ย์ "แบร็ด" โจนส์
วันเกิด : 19 มีนาคม 1982
เกิดที่ : อาร์มาเดล, ออสเตรเลีย
สัญชาติ : ออสเตรเลีย
ส่วนสูง : 191 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู

ประวัติส่วนตัว

          แบร็ด โจนส์ (19 มีนาคม 1982) ผู้รักษาประตูชาวออสซี่ เกิดที่เมือง อาร์มาเดล ทางตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย ก่อนที่เขาจะร่วมเป็นนักเตะเยาวชนของ เบย์สวอเตอร์ ซิตี้ เอสซี

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

มิดเดิ้ลสโบรช์ (1999-2010)

          แบร็ด โจนส์ เซ็นสัญญาร่วมสโมสร มิดเดิ้ลสโบรช์ เพื่อให้ลงเล่นในSystemเยาวชน ก่อนที่จะได้รับการอัพเกรดสัญญาเป็นนักเตะอาชีพช่วงวันที่ 26 มีนาคม 1999 และลงสนามเป็นเกมแรกในเกม เอฟเอ คัพ รอบสาม พบกับ น็อตต์ เคาน์ตี้ ในปี 2004 ซึ่งต่อมาพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ ลีก คัพ ได้สำเร็จ

          เขาถูกปล่อยยืมไปหลาย ๆ สโมสร โดยในปี 2001-02 โจนส์ ลงเล่น 4 เกมให้กับทีมใน ไอร์แลนด์ อย่าง เชลบอร์น เอฟซี ซึ่งเขาได้เปิดตัวในลีกไอร์แลนด์เป็นนัดแรกตอนวันที่ 5 ตุลาคม พบกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง โบฮีเมี่ยนส์ ที่สนาม ดาลี่เม้าท์ ปาร์ค และเสียไปถึง 4 ประตู ในเกมที่เอาชนะไปได้ 6-4 ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นการเตะเปิดจากประตูของเขาด้วย

          ต่อมา โจนส์ ถูกเรียกไปช่วยทีม สต็อคพอร์ท เคาน์ตี้ และ แบล็คพูล ก่อนจะกลับมาสู่อ้อมอกของ มิดเดิ้ลสโบรช์ อีกรอบในฤดู 2005-06 ซึ่งเขาสามารถเซฟลูกจุดโทษของ รุด ฟาน นิสเตลรอย ในเกมที่เสมอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-0

          โดยในเดือน สิงหาคม 2006 เขาถูกยืมตัวไปเล่นให้กับทีม เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ในช่วงระยะสั้น 3 เดือน และสามารถช่วยทีมเซฟจุดโทษได้สองเกมติดกับ พลีมัธ อาร์ไกล์ และ ลีดส์ ยูไนเต็ด

          จากการที่ มาร์ค ชวาร์เซอร์ ย้ายออกจากทีมไปเล่นให้กับสโมสร ฟูแล่ม ทำให้เขาได้ขึ้นเป็นมือหนึ่งของทีมแทน ซึ่งเขาอยู่ในทีมที่ตกชั้นในฤดู 2009-10 อีกด้วย

หงส์แดง (2010-ปัจจุบัน)

          ช่วงวันที่ 17 สิงหาคม 2010 โจนส์ ตบเท้าร่วมทัพ หงส์แดง ด้วยค่าตัว 2.3 ล้านปอนด์ (ประมาณ 118 ล้านบาท) ซึ่งเขาได้ลงทะเบียนนักเตะในฐานะแข้ง "โฮม-โกรน" ตามกฎใหม่ที่ได้ตั้งขึ้นในพรีเมียร์ลีก ในวันที่ 19 สิงหาคม เขามีโอกาสได้นั่งชมเพื่อให้นร่วมทีมลงเตะในเกม ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบเพลย์-อ๊อฟ เลกแรก ที่สนาม แอนฟิลด์

          โจนส์ ได้รับโอกาสลงสนามเป็นนัดแรกแบบไม่เป็นทางการในเกม เทสติโมเนียล ของ เจมี่ คาร์ราเกอร์ พบกับ เอฟเวอร์ตัน XI หลังจากนั้น เขาก็ลงสนามเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเกม ลีก คัพ รอบสาม พบกับ นอร์ทแฮมป์ตัน ทาวน์ ช่วงวันที่ 23 กันยายน 2010 ซึ่งผลจบลงด้วยการเสมอกันไป 2-2 และเป็น หงส์แดง ที่พ่ายจากการดวลจุดโทษ

          เกมที่สองในสีเสื้อของ "หงส์แดง" เกิดขึ้นตอนวันที่ 15 ตุลาคม 2010 ในเกม ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก พบกับ อูเทร็ชต์ และเป็นเกมแรกที่สามารถรักษาคลีนชีตได้อีกด้วย แต่น่าเสียดายที่เกมนี้จะเป็นนัดสุดท้ายของเขาในฤดู 2010-11

          หลังจบเดือน มีนาคม เขาได้ถูกยืมตัวไปเล่นให้กับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ยาวหนึ่งฤดูในปี 2010-11 และลงสนามเป็นเกมแรกในแมตช์ที่พ่ายให้กับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ 1-4 และเสียไปถึง 16 ประตูจาก 7 เกมที่ลงเฝ้าเสาให้กับ "แกะเขาเหล็ก" ซึ่งหลังจบฤดู เขาถูกส่งตัวกลับ หงส์แดง ในทันที

          เขากลับมาสู่ทัพ "เครื่องจักรสีแดง" อีกรอบ และลงสนามในเกมพรีเมียร์ลีกนัดแรกกับ หงส์แดง ในวันที่ 10 เมษายน 2012 ซึ่งเป็นเกมที่เอาชนะ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส 3-2 โดยเขาลงสนามมาเป็นผู้เล่นสำรองในนาทีที่ 26 ภายหลังที่ โดนี่ ถูกไล่ออกจาสนามจากการทำฟาวล์ จูเนียร์ ฮอยเล็ตต์ ในกรอบจุดโทษ และเป็น โจนส์ ที่สวมบทฮีโร่ ช่วยเซฟลูกโทษได้

          โจนส์ ได้รับโอกาสลงสนามเป็นเกมแรกในฤดู 2012-13 ในเกม ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบคัดเลือกพบกับ โกเมล ตอนวันที่ 2 สิงหาคม และก็เป็นทางฝั่ง หงส์แดง ที่เอาชนะไปได้ 1-0 หลังจากนั้นในวันที่ 20 กันยายน เขาลงเฝ้าเสาอีกรอบในเกมที่เอาชนะ ยัง บอยส์ 5-2 ในศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ก่อนที่จะกลับมาลงช่วยทีมในเกม ลีก คัพ ในเกมที่คว้าชัยเหนือ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 2-1 ในวันที่ 26 กันยายน

          จากผลงานที่ยอดเยี่ยมของ โจนส์ ทำให้ทีมตัดสินใจมอบสัญญาฉบับใหม่ให้กับเขาในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน เขาลงเฝ้าเสาในเกมที่เอาชนะ นอริช ซิตี้ 5-0 ในรายการพรีเมียร์ลีกและเป็นการเก็บคลีนชีตได้อีกด้วย โดยผลงานทั้งหมดตลอดซีซั่น 2012-13 เขาลงสนามไปทั้งสิ้น 15 ครั้ง เสียไป 21 ประตูและรักษาคลีนชีตได้ 4 เกม

          ในฤดูกาล 2013-14 แบร็ด โจนส์ ไม่ได้ลงสนามในลีกให้กับทีมเลยแม้แต่เกมเดียว แต่เขายังเป็นผู้รักษาประตูหมายเลขหนึ่งของทีมในการลงเล่นในศึก เอฟเอ คัพ ก่อนที่จะพ่าย อาร์เซน่อล สองเกมรวดตกรอบห้าไปในที่สุด

          เมื่อในวันที่ 14 ธันวาคม 2014 โจนส์ ออกสตาร์ทเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริงในเกมที่พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แทนที่ของ ซิมง มิโญเล่ต์ ที่โชว์ฟอร์มไม่ดีตลอดหลายเดือนในช่วงหลัง ซึ่งผลการแข่งขันจบลงด้วยความพ่ายแพ้ 0-3 โดยมีนักวิเคราะห์บางคนให้เหตุผลว่าเขามีส่วนกับสองประตูที่เสียอีกด้วย

การลงเล่นในให้กับทีมชาติ

          โจนส์ ถูกเรียกติดทีมชาติออสเตรเลียชุดใหญ่ ช่วงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2007 แทนที่ของ มาร์ค ชวาร์เซอร์ ในเกมกระชับมิตร ซึ่งการออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเกมแรกให้กับขุนพลแดนจิงโจ้ เกิดขึ้นในเกมที่พบกับ อุุรุกวัย ตอนวันที่ 2 มิถุนายน 2007 นอกจากนี้เขายังมีส่วนร่วมกับทัวร์นาเม้นต์ เอเอฟซี เอเชี่ยน คัพ 2007 ซึ่งว่าเขาไม่ได้ลงสนามเลยแม้แต่เกมเดียว

          เขามีชื่ออยู่ใน 23 แข้งสุดท้ายของทีมชาติ ออสเตรเลีย ไปลุยศึกบอลโลก 2010 แต่เขาโชคร้าย เมื่อต้องขอถอนตัวออกจากทีมกลางคัน เมื่อทราบข่าวว่าลูกชายของเขาป่วยเป็นโรคลูคีเมีย และนั่นทำให้เขาไม่ได้กลับไปร่วมการแข่งขันอีกเลย

ความสำเร็จในระดับสโมสร

แบล็คพูล

– แชมป์ ลีก โทรฟี่ : 2003-04

ufa1688

ประวัติ เอแดร์ มาร์ตินส์

sport-idol.com
Home ประวัตินักกีฬา ประวัตินักเตะ เอแดร์ มาร์ตินส์
ประวัติ เอแดร์ มาร์ตินส์
 Eaw11 |  29/03/2017 14:35 น. |  142 Views
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins

ชื่อเต็ม : เอแดร์ มาร์ตินส์
วันเกิด : 15 พฤศจิกายน 1986
สถานที่เกิด : เลาโร่ มุลเลอร์, ประเทศบราซิล
สัญชาติ : อิตาลี
ส่วนสูง : 179 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า / ปีก
สโมสรปัจจุบัน : อินเตอร์ มิลาน

ประวัติส่วนตัว

          เอแดร์ ซิตาดิน มาร์ตินส์ (เกิด 15 พฤศจิกายน 1986) หรือเรียกสั้นๆ ว่า "เอแดร์" นักเตะอาชีพตำแหน่งศูนย์หน้าของสโมสร อินเตอร์ มิลาน และทีมชาติอิตาลี เขาเริ่มค้าแข้งกับทีม คริคูม่า ในประเทศบราซิล ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับ เอ็มโปลี สโมสรแดนมักกะโรนีในเดือนมกราคม 2006

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

          เขาเกิดที่เมืองเลาโร่ มุลเลอร์, รัฐซานต้า คาตาริน่า และเริ่มการค้าแข้งอาชีพที่ คาตาริเนนเซ่ คลับ คริคูม่า เอสปอร์เต้ คลูเบ้ ในวัย 19 ปี ก่อนจะเซ็นสัญญากับสโมสรจากอิตาลีอย่าง เอ็มโปลี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins Criciuma

โฟรซิโนเน่

          เอแดร์ ย้ายไปร่วมทีม โฟรซิโนเน่ ด้วยสัญญาเจ้าของร่วม มูลค่า 600,000 ยูโร (ประมาณ 22.4 ล้านบาท) ในเดือนมิถุนายน 2008 และถูกยืมตัวไปเล่นในครึ่งฤดูหลังของ เซเรีย บี ซีซั่น 2007-08

กลับสู่ เอ็มโปลี

          เอ็มโปลี ซื้อตัว เอแดร์ กลับจาก โฟรซิโนเน่ ในเดือนมิถุนายน 2009 ด้วยค่าตัว 2.42 ล้านยูโร (ประมาณ 90 ล้านบาท) และสร้างความประทับใจในตำแหน่งศูนย์หน้า และเคยซัด 4 ประตูในเกมที่เอาชนะ ซาแลร์นิตาน่า 5-2 ตอนวันที่ 15 เมษายน 2010 ทำให้เขาจบ เซเรีย บี ฤดู 2009-10 ในฐานะดาวซัลโวสูงสุด 27 ประตู

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins empoli

ยืมตัวไป เบรสชา

          ในวันที่ 20 สิงหาคม 2010 เอแดร์ เซ็นสัญญา 1+4 ปี กับทีมน้องใหม่ เซเรีย อา อย่าง เบรสช่า นั่นหมายความว่าเขาจะย้ายไปร่วม เบรสชา ในฐานะนักเตะยืมตัวสำหรับปีแรก และต่อมาเปิดเผยค่ายืมอยู่ที่ 1.8 ล้านยูโร (ประมาณ 67.2 ล้านบาท) ซึ่งเขาลงสนามไปทั้งสิ้น 35 เกมในลีกและยิงประตูทั้งสิ้น 6 ลูก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins brescia

ยืมตัวไป เชเซน่า

          ช่วงวันที่ 13 กรกฎาคม 2011 เขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม เชเซน่า ในสัญญายืมตัวชั่วคราวมูลค่า 2.2 ล้านยูโร (ประมาณ 82.2 ล้านบาท) และลงสนามช่วยทีมไปทั้งสิ้น 17 เกม แต่ซัดได้เพียง 2 ประตูเท่านั้น

ซามพ์โดเรีย

          ในวันที่ 24 มกราคม 2012 เอแดร์ ตบเท้าร่วมทีม ซามพ์โดเรีย ในสัญญายืมตัวมูลค่า 1.1 ล้านยูโร (ประมาณ 41.1 ล้านบาท) จากสโมสร เชเซน่า โดยเขาสามารถเปิดฉากสกอร์แรกกับทีมในแมตช์ที่เสมอกับ วิเชนซ่า 1-1 ตอนวันที่ 21 เมษายน 2012

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins sampdoria

          จนกระทั่งวันที่ 3 กรกฎาคม 2012 ทางสโมสร ซามพ์โดเรีย ตัดสินใจเซ็นเผ่านาร่วมทีมแบบเต็มตัวด้วยระยะสัญญายาวนานทั้งสิ้น 5 ปี โดยบวกเข้าไปอีก 3 ล้านยูโร (ประมาณ 112.1 ล้านบาท) ทำให้ดีลของเขาจบลงที่ 4.1 ล้านยูโร (ประมาณ 153.2 ล้านบาท) ในขณะที่ เอ็มโปลี สโมสรที่ปั้นเขามาจะได้รับเงินทั้งสิ้น 7 ล้านยูโร (ประมาณ 261.6 ล้านบาท) จากปี 2010 ถึง 2012

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins sampdoria

          เอแดร์ ลงสนามช่วยทีมไปทั้งหมด 112 เกมลีกในฐานะนักเตะของสโมสร และซัดไปเน้นๆ 40 ประตูตลอด 4 ฤดู (2012-2016)

อินเตอร์ มิลาน

          ตอนวันที่ 29 มกราคม 2016 เอแดร์ ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม อินเตอร์ มิลาน ด้วยสัญญายีมตัวหนึ่งปีครึ่งมูลค่า 1.2 ล้านยูโร (ประมาณ 44.8 ล้านบาท) พ่วงเงื่อนไขสามารถปรับเปลี่ยนเป็นสัญญาถาวรได้ในอนาคต แต่ทว่าเขาได้รับการต่อสัญญามากขึ้นจนถึงปี 2020 และรับค่าเหนื่อยประมาณ ปีละ 1.5 ล้านยูโร (ประมาณ 56 ล้านบาท) โดยจะใส่เสื้อหมายเลข 23

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins inter milan

          เขาลงสนามเปิดฉากสีเสื้อใหม่ช่วงวันที่ 31 มกราคม 2016 ในแมตช์ที่แพ้ เอซี มิลาน 0-3 จนกระทั่งอีกหนึ่งปีต่อมา (28 มกราคม 2017) เขาสามารถทำประตูฉลองลงสนามครบ 200 นัดในศึก กัลโช่ เซเรีย อา จากเกมที่เปิดรังถล่ม เปสคาร่า 3-0

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เกียรติประวัติส่วนตัว

– ดาวซัลโวสูงสุด : กัลโช่ เซเรีย บี ฤดู 2009-10 (27 ประตู)

ufa1688

 

วิฟ แอนเดอร์สัน (Viv Anderson) นักเตะผิวสีคนแรกที่ติดทีมชาติอังกฤษ

วิฟ แอนเดอร์สัน (Viv Anderson)

ตำแหน่ง กองหลัง
วันเกิด 29 กรกฏาคม 1956 (64 ปี)
สถานที่เกิด น็อตติ้งแฮม, England
ส่วนสูง 184
ทีมชาติ England

วิฟ แอนเดอร์สัน เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เขาเป็นดาวเตะผิวสีคนแรกที่ติดทีมชาติ England อย่างเป็นทางการด้วย โดยเขาค้าแข้งกับทีมเจ้าป่าอยู่ 10 ปี พร้อมกับคว้าแชมป์ได้มากมายทั้งดิวิชั่น 1, ลีก คัพ 2 สมัย และยูโรเปี้ยน คัพ 2 สมัย ufa1688

เขาย้ายมาเล่นให้กับอาร์เซนอลในปี 1984 ด้วยค่าตัว 250,000 ปอนด์ ต่อไปในปี 1987 เขาก็เซ็นสัญญาไปเล่นให้กับปีศาจแดง ภายใต้การคุมทัพของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ด้วยค่าตัวเท่ากันคือ 250,000 ปอนด์ ทำเอาแฟนๆ ทีมปืนใหญ่ไม่พอใจ จอร์จ เกรแฮม กุนซือของพวกเขาที่ปล่อยให้ดีลนี้เกิดขึ้นโดยที่ยังไม่มี Partner ตำแหน่งของแอนเดอร์สัน

แอนเดอร์สันเป็นส่วนสำคัญในทีมชุดที่สร้างขึ้นมาใหม่ของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แม้ในยุคสมัยของเขา ทีมปีศาจแดงจะยังไม่สามารถยุติการรอคอยแชมป์ลีกนับตั้งแต่ปี 1967 ได้ แต่เขาก็นำทีมคว้าแแชมป์เอฟเอ คัพ ได้ในฤดูกาล 1989/90 รวมถึงคัพ วินเนอร์ส คัพ ฤดูกาล 1990/91 ด้วย

เขาย้ายออกจากทีมปีศาจแดงในปี 1991 โดยไปเล่นกับเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ต่อไปก็ไปเล่นกับเบิร์นลี่ย์ ก่อนจะมาแขวนสตั๊ดกับมิดเดิ้ลสโบรช์ในปี 1995

ฟีลีปี โกชิญญู

ฟีลีปี โกชิญญู (Philippe Coutinho) ชื่อเต็ม Philippe Coutinho Correia เกิดวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1992 นักบอลชาวบราซิล ความสูง 1.72 เมตร หรือ 5 ฟุต 8 นิ้ว ตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุก/ปีก เล่นในเสือใต้ ยืมตัวมาจากบาร์ซ่า

ประวัติของ ฟีลีปี โกชิญญู
เริ่มต้นของการเล่นฟุตบอลเป็นครั้งแรกร่วมกับสโมสรเยาวชน วาสโกดากามา ในปี 1999-2008 โดยอยู่ร่วมกับทีมนานกว่า 9 ปี ก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางการเล่นบอลในระดับสโมสรอาชีพร่วมกับ อินเตอร์มิลาน เป็นสโมสรชื่อดังในอิตาลี เมื่อปี 2008-2013 กว่า 5 ปีที่อยู่ร่วมเล่น ซึ่งในระหว่างนั้นก็ถูกยืมตัวเพื่อเล่นให้กับสโมสร Vasco da Gama ในปี 2008-2010 และปี 2012 เล่นให้กับ เอสปันญ่อล แบบยืมตัว ต่อไปไม่นานก็เข้ามาเล่นใน Premier League England ร่วมกับหงส์แดงลิเวอร์พูลในปี 2013-2018 ซึ่งเป็นการค้าแข้งในลีกสูงสุดแห่ง England นานกว่า 5 ปี และทำการย้ายทีมเพื่อเข้าร่วมค้าแข้งในลาลีกา สเปน ร่วมกับสโมสร บาร์ซ่า ปี 2018 และปี 2019-2020 ถูกยืมตัวเพื่อไปเล่นในเยอรมันร่วมกับสโมสร เสือใต้ ในบุนเดสลีกา

ทีมชาติบราซิล
ในวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 2014 โกชิญญู ถูกเรียกติดทีมชาติโดย ดุงกา หัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่ของทีมชาติบราซิลและได้ลงเล่นในเกมอุ่นเครื่องกระชับมิตรกับ โคลอมเบีย และ เอกวาดอร์ ในเดือนกันยายน ที่สหรัฐอเมริกา ต่อมา ในวันที่ 29 มีนาคม ค.ศ. 2015 โกชิญญู ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดที่ บราซิล เอาชนะ ชิลี 1-0 ในเกมอุ่นเครื่องกระชับมิตร ที่กรุงลอนดอน ประเทศ England ต่อมา ในวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 2015 โกชิญญู ทำประตูแรกให้กับทีมชาติ ในนัดที่เอาชนะ เม็กซิโก 2-0 ตารางผลบอล
ในวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 ทีมชาติบราซิลได้เรียกตัว ฟีลีปี โกชิญญู ติดรายชื่อชุดลุยศึกโกปาอาเมริกา 2015 ลงเล่น 3 นัด นำทีมได้อันดับ 1 ของกลุ่มซี โดยบราซิลชนะ 2 แพ้ 1 (ชนะ เปรู 2-1, แพ้ โคลอมเบีย 0-1 และ ชนะ เวเนซุเอลา 2-1) ช่วยให้ บราซิล ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายเจอกับ ปารากวัย แต่พ่ายในการดวลจุดโทษ 3-4 หลังเสมอ 1-1 ใน 90 นาที
ทีมชาติบราซิลเรียกตัว โกชิญญู ติดรายชื่อชุดลุยศึกโกปาอาเมริกาเซนเตนาริโอ ที่สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 2016 โกชิญญู ทำคนเดียว 3 ประตูให้กับ บราซิล ในนัดที่ บราซิล เอาชนะ เฮติ 7-1
ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2018 ทีมชาติบราซิลเรียกตัว โกชิญญู ติดรายชื่อชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย โดย บราซิล ได้อยู่กลุ่มอี ร่วมกับ สวิตเซอร์แลนด์, คอสตาริกา และ เซอร์เบีย ต่อมา ในวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 2018 โกชิญญูทำประตูแรกในฟุตบอลโลก ในนัดที่ บราซิล เสมอกับ สวิตเซอร์แลนด์ 1-1 ต่อมา ในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 2018 โกชิญญูทำประตูที่ 2 ในฟุตบอลโลก ในนัดที่ บราซิล เอาชนะ คอสตาริกา 2-0 สุดท้าย บราซิล ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย คว้าอันดับ 1 ของกลุ่มอี ชนะ 2 เสมอ 1 ต่อมา ในวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 2018 ฟุตบอลโลก 2018 รอบ 8 ทีมสุดท้าย บราซิล พ่ายแพ้ เบลเยียม 1-2 ทำให้ บราซิล ต้องจบเส้นทางฟุตบอลโลก ที่รัสเซีย เพียงเท่านี้ ทีเด็ดบอลเต็ง

Stats อาชีพ
ผลงานที่น่าดึงดูดใจ
ปี 2009 Campeonato Brasileiro Serie B –วาสโกดากามา
ปี 2010-2011 โคปาอิตาเลีย –อินเตอร์มิลาน
ปี 2010 Supercoppa Italiana –อินเตอร์มิลาน
ปี 2017-2018 , 2018-2019 ลาลีกา –บาร์เซโลนา
ปี 2017-2018 Copa del Rey –บาร์เซโลนา
ปี 2018 Supercopa de Espana –บาร์เซโลนา
ปี 2019-2020 บุนเดสลีกา –บาเยิร์นมิวนิค
ปี 2019-2020 DFB-Pokal-บาเยิร์นมิวนิค
ปี 2009 South American U-17 Championship -บราซิล U17
ปี 2011 FIFA U-20 World Cup-บราซิล U20
ปี 2019 Copa America -บราซิล U20
รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่ง Premier League 2014-2015
รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของหงส์แดง ปี 2014-2015 , 2015-2016
รางวัล Liverpool Player of the Season Awards ปี 2014-2015 , 2015-2016
รางวัล Samba Gold ปี 2016
สไตล์การเล่นของเขาที่เป็นมิดฟิลด์ที่มีความเร็วและความว่องไวในการครองบอล และเป็นผู้เล่นที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ให้กับเพื่อร่วมทีม สามารถส่งบอลระยะไกลได้แม่นยำ ซึ่งเขาได้รับฉายามาแล้วหลายเช่น The Kid , Little Magician ตารางฟุตบอลวันนี้

แอบส่อง แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ แบ็คซ้ายอนาคตไกลทีมชาติ England

แบรนดอน วิลเลี่ยมส์
ชื่อเต็ม : แบรนดอน พอล ไบรอัน วิลเลี่ยมส์ (Brandon Paul Brian Williams)
วันเดือนปีเกิด : 3 กันยายน 2000 (อายุ 19 ปี)
สถานที่เกิด : เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศ England
ส่วนสูง : 171 เซ็นติเมตร
ตำแหน่ง : แบ็คซ้าย
แบ็คซ้ายอนาคตไกลทีมชาติ England เกิดในวันที่ 3 กันยายน ปี 2000 ตัวเขาไต่เต้าลงเล่นให้กับทีมเยาวชนของ แมนฯยู จนฟอร์มไปเข้าตา โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ผู้จัดการทีมของทีมจนถูกดันก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพแบบเต็มตัวในปี 2019 และด้วยผลงานที่ค่อนข้างแจ่มแจ๋ว วิลเลี่ยมส์ ยังถูกเรียกตัวติดทีมชาติเมืองผู้ดีชุดยู-20 อีกด้วย ด้วยความบ้าเลือดวิ่งไล่แบบไม่มีหมดทำให้ตัวเขาถูกหนีบไปกับทีมด้วยในศึก UEFA แชมเปี้ยนส์ลีก ที่เจอกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ก่อนที่ “ปีศาจแดง” จะพลิกนรกผ่านเข้ารอบไปได้สำเร็จ แม้ตัวเขาจะไม่ได้มีส่วนร่วมกับทีมแต่การได้ถูกเรียกตัวไปติดทีมชุดใหญ่ก็สุดยอดเกินกว่าเด็ก 19 จะหวังไว้ล่ะครับ


จนในที่สุดโอกาสในการประเดิมชุดใหญ่ก็มาถึงเมื่อตัวเขาเมื่อได้รับโอกาสลงสนามในศึกคาราบาว คัพ ที่เจอกับโรชเดล ทีมจากศึกลีก วัน ก่อนในวันนั้นแมนฯยู จะดวลจุดโทษเอาชนะไปได้ในที่สุดหลังต่อไป วิลเลี่ยมส์ ก็ได้รับโอกาสลงเล่นในเกมบอลถ้วยเสมอมาทั้ง คาราว บาว และ ยูโรป้า ลีก ก่อนที่นัดสำคัญที่สุดในชีวิตก็คือการได้ประเดิมสนามศึก Premier League ในเกมแดงเดือดที่เปิดบ้านโอล์ด แทร็ฟฟอร์ด เจอกับหงส์แดงลิเวอร์พูล นั่นเอง หลังต่อไปในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2019 วิลเลี่ยมส์ ก็ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในศึก Premier League ที่พบกันไบร์ทตัน แถมยังโชว์ฟอร์มได้สะเด่าจนหลังหมดเวลาได้รับการโหวตจากกองเชียร์ให้รับรางวัล “แมน ออฟ เดอะ แมตช์” ตารางผลบอล
วิลเลียมส์เป็นหนึ่งในผู้เล่นของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่ออกเดินทางไปเยือนปารีแซ็ง-แฌร์แม็งใน UEFA แชมเปียนส์ลีกเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2019 แต่เขาไม่ได้มีชื่อลงเล่นในนัดนั้น เขาได้ลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 2019 ในฐานะตัวสำรอง ในอีเอฟแอลคัพ นัดที่พบกับรอชเดล ต่อเขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 2019 ใน UEFA ยูโรปาลีก นัดที่พบกับ อาเซ็ด อัลก์มาร์ วิลเลียมส์ได้เซ็นสัญญาระยะยาวกับสโมสรในวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 2019 ซึ่งสัญญาจะมีอายุถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2022 เขาได้ลงเล่นใน Premier League ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 2019 ในนัดที่พบกับหงส์แดงลิเวอร์พูลที่โอลด์แทรฟฟอร์ดในฐานะตัวสำรอง[9] ต่อมาเขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในลีกครั้งแรก แทนที่ แอชลีย์ ยัง และ ลู้ก ชอว์ ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 2019 นัดที่พบกับไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน โดยเขาได้ลงเล่นทั้งหมด 90 นาที ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกแล้วให้มาร์กอส โรโฮ ลงเล่นแทนในช่วงทดเวลาเดี้ยงหลังหมดเวลา วิลเลียมส์ถูกโหวตให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำนัดจากแฟนสโมสร ต่อมาในวันที่ 24 พฤศจิกายน วิลเลียมส์ทำประตูในนามสโมสร ในนัดที่เสมอเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด 3–3
ในวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 2019 วิลเลียมส์ถูกเรียกติดทีมชาติ England เป็นครั้งแรกในชุดอายุไม่เกิน 20 ปี สำหรับนัดที่จะพบกับเนเธอร์แลนด์และสวิตเซอร์แลนด์ เขาได้ลงเล่นนัดที่หนึ่งในนัดที่เสมอกับเนเธอร์แลนด์ 0–0 ที่สนามของชรูว์สบรีทาวน์ในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 2019 บอลเด็ด

รางวัลส่วนตัว
ปีศาจแดง

  1. แมน ออฟ เดอะ แมตช์ เกมที่ชนะไบร์ทตัน 3-1
  2. ตะบันประตูแรกให้กับทีมชุดใหญ่ในแมตช์ที่เสมอกับ เชฟฯยูไนเต็ด 3-3