รีวิวตลาดซื้อขาย 7 แข้งดังค่าตัวแพงเกินจริง

รีวิวตลาดซื้อขาย
7 แข้งดังค่าตัวแพงเกินจริง
     ฝุ่นตลบกันเลยทีเดียว สำหรับตลาดซื้อขายนักเตะฤดูร้อนนี้ ความสนใจหลักคือ การเสริมทีมของบรรดาทีมบิ๊กเนมของยุโรปสำหรับสู้ศึกฤดูกาล 2017-18  ซูเปอร์ดีลต้องยกให้การย้ายทีมด้วยค่าตัว Stats โลกใหม่ของ เนย์มาร์ ซุปตาร์ทีมชาติบราซิลของ เจ้าบุญทุ่ม ที่ถูก PSG ฉีกสัญญามูลค่า 222 ล้านยูโรซื้อตัวไปร่วมทีม 
     ท่ามกลางความคึกคักของตลาดรอบนี้ มีอีกประเด็นที่ถูกพูดถึงนั่นคือ “เดลี่ สตาร์” สื่อดังจากเมืองผู้ดี ได้ออกมาติชมและให้ข้อมูลเกี่ยวกับดีลย้ายทีมที่มูลค่าแพงเกินเหตุประจำฤดูร้อนนี้ มีนักเตะดัง 7 รายที่เข้าข่าย พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นใครบ้าง และค่าตังแพงเกินกว่าที่หน้าจะเป็นกี่ล้านปอนด์ ไปหาคำตอบกันเลย  ดูบอลสด
1. ไคล์ วอล์คเกอร์ (อายุ 27 ปี)สโมสรเก่า : ท็อตแน่ม ฮอตไก่เดือยทอง
    ทีมใหม่ : เรือใบสีฟ้า
    ค่าตัว : 50 ล้านปอนด์
    ค่าตัวในมุมมองของ เดลี่ สตาร์ : 36.5 ล้านปอนด์ (แพงไป 13.5 ล้านปอนด์)
            แบ็คขวาทีมชาติ England ฝากผลงานกับทีม “ไก่เดือยทอง” ไว้คือลงสนามรวมทุกรายการ 183 นัด ยิงไป 4 ประตู
2. อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (อายุ 24 ปี) ทีมเก่า : ไอ้ปืนใหญ่
    สโมสรใหม่ : หงส์แดง
    ค่าตัว : 35 ล้านปอนด์
    ค่าตัวในมุมมองของ เดลี่ สตาร์ : 23.2 ล้านปอนด์ (แพงไป 11.8 ล้านปอนด์)
       ตัวรุกความเร็วสูงทีมชาติเมืองผู้ดีฝากผลงานกับทีม “ปืนใหญ่” ไว้คือลงสนามรวมทุกรายการ 132 นัด ยิงไป 9 ประตู ได้แชมป์ เอฟเอ คัพ 3 สมัย
3. ดาวิเด้ ซาปาคอสต้า (อายุ 25 ปี)ทีมเก่า : โตริโน่
    ทีมใหม่ : เชลซี
    ค่าตัว : 23 ล้านปอนด์
    ค่าตัวในมุมมองของ เดลี่ สตาร์ : 6.3 ล้านปอนด์ (แพงไป 16.7 ล้านปอนด์)
            แบ็คขวาจอมเปิดบอลทีมชาติอิตาลีฝากผลงานกับทีม “กระทิงหิน” ไว้คือลงสนามรวมทุกรายการ 56 นัด ยิงไป 2 ประตู
4. จอร์แดน พิคฟอร์ด (อายุ 23 ปี)สโมสรเก่า : ซันเดอร์แลนด์
    ทีมใหม่ : เอฟเวอร์ตัน
    ค่าตัว : 30 ล้านปอนด์
    ค่าตัวในมุมมองของ เดลี่ สตาร์ : 4.8 ล้านปอนด์ (แพงไป 25.2 ล้านปอนด์)
          นายทวารดาวรุ่งฟอร์มเยี่ยมสัญชาติเมืองผู้ดีฝากผลงานกับอดีตสโมสร “แมวดำ” ซันเดอร์แลนด์ ที่ร่วงตกชั้นสู่ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ไว้คือลงสนามทุกรายการไป 31 นัด
5. มามาดู ซาโก้ (อายุ 27 ปี) สโมสรเก่า : หงส์แดง
    ทีมใหม่ : คริสตัล พาเลซ
    ค่าตัว : 30 ล้านปอนด์
    ค่าตัวในมุมมองของ เดลี่ สตาร์ : 9 ล้านปอนด์ (แพงไป 21 ล้านปอนด์)
         แนวรับเฟร้นช์แมนสร้างปัญหาจนกลายเป็นส่วนเกินที่ “หงส์แดง” ไม่ต้องการ หลังจากปล่อยยืมให้ คริสตัล พาเลซ ซีซั่นก่อน ฤดูร้อนนี้ก็ถูกขายขาดให้ทัพ “ปราสาทเรือนแก้ว” ตามคาด โดยตัวเขามี Stats กับ หงส์แดงลิเวอร์พูล คือลงสนามทุกรายการไป 56 นัด ยิงได้ 2 ประตู
6. อุสมาน เดมเบเล่ (อายุ 20 ปี)สโมสรเก่า : โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์
    ทีมใหม่ : เจ้าบุญทุ่ม
    ค่าตัว : 93 ล้านปอนด์
    ค่าตัวในมุมมองของ เดลี่ สตาร์ : 46 ล้านปอนด์ (แพงไป 47 ล้านปอนด์)
      ตัวรุกอนาคตไกลทีมชาติฝรั่งเศสได้ย้ายทีมสมใจ หลังออกลูกงอแงอย่างชัดเจนว่าต้องการย้ายหนีทีม “เสือเหลือง” ไปค้าแข้งในสเปนกับ “ต่างดาว” เจ้าบุญทุ่ม โดยตัวเขาฝากผลงานไว้กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คือลงสนามทุกรายการไป 32 นัด ซัดไป 6 ประตู คว้าแชมป์ได้หนึ่งรายการคือ เดเอฟเบ โพคาล ซีซั่นที่แล้ว
7. เนมานย่า มาติช (อายุ 29 ปี)ทีมเก่า : เชลซี
    สโมสรใหม่ : Manchester United
    ค่าตัว : 40 ล้านปอนด์
    ค่าตัวในมุมมองของ เดลี่ สตาร์ : 21.6 ล้านปอนด์ (แพงไป 18.4 ล้านปอนด์)
        มิดฟิลด์ตัวรับทีมชาติเซอร์เบียสร้างเซอร์ไพร์ส ตัดสินใจโบกมือลา “สิงห์บูลส์”Chelseaย้ายซบคู่ปรับร่วมลีกอย่าง “ปีศาจแดง” แมนฯ ยู เพื่อไปร่วมงานกับอดีตเจ้านายเก่า โชเซ่ มูรินโญ่ อีกครั้ง ซึ่งตัวเขาประสบความสำเร็จอย่างมากในรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ โดยทำ Stats ลงสนามรวมทุกรายการไป 121 นัด ยิงไป 4 ประตู คว้าแชมป์ Premier League  2 สมัย เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ อย่างละ 1 สมัย  ดูบอล Online 
         สโมสร บาร์เซโลน่า และบรรดาผู้เล่นเลือดเนื้อเชื้อไข “คาตาลัน” มีหน้าที่สำคัญต่อแวดวงบอลโลกมาอย่างยาวนาน ซึ่ง คาตาโลเนีย ก็มีทีมบอลของตนเองมาตั้งแต่ปี 1905 แต่ถูกปฎิเสธการรับรองจาก ฟีฟ่า และ ยูฟ่า ตลอดมา จึงไม่สามารถร่วมแข่งขันอย่างเป็นทางการได้ ซึ่งหาก คาตาลัน เป็นอิสระจาก สเปน ได้จริง จะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแวดวงลูกหนังแน่ๆ โดยเฉพาะทัพ “กระทิงดุ” ทีมชาติสเปนที่ผู้เล่นเชื้อสายคาตาลันอย่างมาก เรามีข้อมูลที่น่าสนใจจาก “เดอะ ซัน” สื่อดังเมืองผู้ดีมาฝากกัน เป็นการจัดทีมขุนพล “คาตาลัน” ที่อุดมไปด้วยแข้งดังอย่างมาก นักเตะเหล่านั้น รวมทั้งเฮดโค้ชจะเป็นใครบ้าง ไปติดตามรายละเอียดกันเลย  
กุนซือ
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)   นายใหญ่ของทัพ “เรือใบสีฟ้า” คือความภาคภูมิใจแบบหาที่เปรียบไม่ได้แล้ว ณ ปัจจุบันของทั้งชาวคาตาลัน และสโมสรบาร์เซโลน่า เพราะเขาคือเทรนเนอร์ลูกหม้อแห่ง  “คาตาโลเนีย” ที่พาทีมวิ่งชนความสำเร็จอย่างมากนับไม่ถ้วน ตำแหน่งนี้จึงไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับชายที่ชื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อีกแล้ว 
ผู้รักษาประตู
ฟรานซิสโก้ กาซีย่า (เรอัล มาดริด)   หากนายด่านที่ชื่อ บิคตอร์ บัลเดส ผู้ซึ่งเคยค้าแข้งกับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง บาร์เซโลน่า และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่รีไทร์ไปเสียก่อน บัลเดส คือตัวเลือกที่ดีที่สุดในตำแหน่งนี้ แต่เวลานี้นายทวารเชื้อสายคาตาลันที่คู่ควรที่สุดคือ ฟรานซิสโก้ กาซีย่า ผู้รักษาประตูจอมเก๋าวัย 31 ปีของ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด แม้จะรั้งมือ 2 ของทีมรองจาก เคย์เลอร์ นาบาส แต่ประสบการณ์รับใช้ทีมแคว้น คาตาลัน มีมาตั้งแต่ปี 2010 เลยทีเดียว
แบ็คขวา
เอคตอร์ เบเญริน (อาร์เซน่อล)  แบ็คขวาสุดหล่อสาวกรี๊ดรายนี้ คือผลผลิตจากอะคาเดมี่ “ลามาเซีย” ของ บาร์เซโลน่า เจ้าตัวติดทัพ “กระทิงดุ” ชุดใหญ่ไปแค่ 3 นัดเพียงแค่นั้นโดยการหน้านี้เป็นการเล่นทีมชาติในระดับ ยู-21 ทั้งหมด ซึ่งมีความเป็นได้ว่า เบเญริน จะได้เล่นให้กับ คาตาโลเนีย ในอนาคต
เซ็นเตอร์แบ็ค
เคราร์ด ปิเก้ (บาร์เซโลน่า) ปิเก้ ถือเป็นแข้งคาตาลันที่แสดงตัวชัดเจนมากในเรื่องการเมือง เขาปรารถนาให้บ้านเกิดของตนเป็นอิสระจากการปกครองของสเปน เปลี่ยนเป็นเหตุผลสำคัญที่ชอบโดนแฟนบอลชาวสเปนโห่ใส่ หรือตะโกนด่าอยู่เป็นประจำ ปัจจุบันเจ้าตัวได้ออกมาระบุชัดว่าพร้อมจะรีไทร์การรับใช้ทีมชาติสเปน หากจุดเยือนทางการเมืองของเขาสร้างปัญหาภายในแคมป์ “กระทิงดุ” ด้วยคุณลักษณะที่เปิดเผยความรักใน “คาตาลัน” แบบสุดโต่ง ทำให้ ปิเก้ ดีที่สุดกับตำแหน่งกัปตันทีมของทัพคาตาลัน 
เซ็นเตอร์แบ็ค
มาร์ค บาร์ตร้า (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์) อีกหนึ่งลูกหม้อของ บาร์เซโลน่า แม้จะแจ้งเกิดเป็นกำลังสำคัญของทีมไม่สำเร็จตลอดระยะเวลาที่อยู่กับทีม แต่เจ้าตัวก็ซิวแชมป์ ลา ลีกา กับทัพ “ต่างดาว” ได้ถึง 5 สมัย ปัจจุบันค้าแข้งในบุนเดสลีก้ากับ “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จุดขายของแข้งรายนี้คือ เข้าปะทะได้ยอดเยี่ยม ดวลลูกกลางอากาศได้กล้าแกร่ง ทั้งผ่านประสบการณ์ระดับชาติกับ คาตาโลเนีย ไปแล้ว 5 แมตช์อีกด้วย 
แบ็คซ้าย
ฆอร์ดี้ อัลบ้า (บาร์เซโลน่า)   อัลบ้า คือผลผลิตสายตรงจากอะคาเดมี่ของ บาร์เซโลน่า แต่ไปแจ้งเกิดดังเป็นพลุแตกกับ “ไอ้ค้างคาว” บาเลนเซีย ก่อนจะถูก บาร์ซ่า ซิวตัวกลับมาร่วมทีมอีกรอบ โดยสถาปนาตัวเองเป็นแกนหลักของทีมได้ตลอดมา ข้อดีคือพละกำลังมหาศาลวิ่งไม่มีหมด เติมเกมรุกได้ยอดเยี่ยม ป้องกันในเกมรับได้แน่นปึ๊ก ซึ่งเจ้าตัวติดทีมชาติสเปนชุดใหญ่ไปแล้วถึง 55 นัด นอกจากนี้ยังเคยรับใช้ คาตาโลเนีย ไปแล้วอีก 5 นัด ถือว่าในระดับเวที ลา ลีกา ตำแหน่งแบ็คซ้ายแถวหน้าต้องมีชื่อ ฆอร์ดี้ อัลบ้า อย่างแน่ๆ  ดูบอลออนไลน์

ufa1688  

ประวัติ แบร็ด โจนส์

โอกาสมาแล้ว! โจนส์เฝ้าเสายาวหลัง "บีร็อด" ดร็อปมิโญเล่ต์นั่งสำรอง

          แบร็ด โจนส์ นายทวารมือสองของ หงส์แดง ได้รับโอกาสทองฝังเพชร เมื่อกุนซือใหญ่ของทีม เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ตัดสินใจสั่งดร็อป ซิมง มิโญเล่ต์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งที่ฟอร์มตกจนเป็นบ่อให้ทีมไม่สามารถรักษาแต้มสำคัญในหลายเกมได้

          ร็อดเจอร์ส บิ๊กบอสชาวไอร์แลนด์เหนือตัดสินใจส่ง โจนส์ ลงเฝ้าเสาเป็นเกมแรกในรายการ ลีก คัพ ที่เปิดบ้านเฉือน สวอนซี ซิตี้ 2-1 ต่อมาในเกมลีกที่พ่ายให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-3 และบอลถ้วย ลีก คัพ ที่บุกชนะ บอร์นมัธ 3-1 ก่อนจะลงเล่นในเกมลีกปัจจุบันที่เสมอ อาร์เซน่อล สุดมันส์ 2-2

          อย่างไรก็ดี กุนซือสมองเพชรยังไม่มีกำหนดการสั่งเลิกดร็อป ซิมง มิโญเล่ต์ กลับมาเป็นมือหนึ่งของทีม และทำให้ โจนส์ จะได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ชื่อเต็ม : แบร็ดลี่ย์ "แบร็ด" โจนส์
วันเกิด : 19 มีนาคม 1982
เกิดที่ : อาร์มาเดล, ออสเตรเลีย
สัญชาติ : ออสเตรเลีย
ส่วนสูง : 191 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู

ประวัติส่วนตัว

          แบร็ด โจนส์ (19 มีนาคม 1982) ผู้รักษาประตูชาวออสซี่ เกิดที่เมือง อาร์มาเดล ทางตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย ก่อนที่เขาจะร่วมเป็นนักเตะเยาวชนของ เบย์สวอเตอร์ ซิตี้ เอสซี

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

มิดเดิ้ลสโบรช์ (1999-2010)

          แบร็ด โจนส์ เซ็นสัญญาร่วมสโมสร มิดเดิ้ลสโบรช์ เพื่อให้ลงเล่นในSystemเยาวชน ก่อนที่จะได้รับการอัพเกรดสัญญาเป็นนักเตะอาชีพช่วงวันที่ 26 มีนาคม 1999 และลงสนามเป็นเกมแรกในเกม เอฟเอ คัพ รอบสาม พบกับ น็อตต์ เคาน์ตี้ ในปี 2004 ซึ่งต่อมาพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ ลีก คัพ ได้สำเร็จ

          เขาถูกปล่อยยืมไปหลาย ๆ สโมสร โดยในปี 2001-02 โจนส์ ลงเล่น 4 เกมให้กับทีมใน ไอร์แลนด์ อย่าง เชลบอร์น เอฟซี ซึ่งเขาได้เปิดตัวในลีกไอร์แลนด์เป็นนัดแรกตอนวันที่ 5 ตุลาคม พบกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง โบฮีเมี่ยนส์ ที่สนาม ดาลี่เม้าท์ ปาร์ค และเสียไปถึง 4 ประตู ในเกมที่เอาชนะไปได้ 6-4 ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นการเตะเปิดจากประตูของเขาด้วย

          ต่อมา โจนส์ ถูกเรียกไปช่วยทีม สต็อคพอร์ท เคาน์ตี้ และ แบล็คพูล ก่อนจะกลับมาสู่อ้อมอกของ มิดเดิ้ลสโบรช์ อีกรอบในฤดู 2005-06 ซึ่งเขาสามารถเซฟลูกจุดโทษของ รุด ฟาน นิสเตลรอย ในเกมที่เสมอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-0

          โดยในเดือน สิงหาคม 2006 เขาถูกยืมตัวไปเล่นให้กับทีม เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ในช่วงระยะสั้น 3 เดือน และสามารถช่วยทีมเซฟจุดโทษได้สองเกมติดกับ พลีมัธ อาร์ไกล์ และ ลีดส์ ยูไนเต็ด

          จากการที่ มาร์ค ชวาร์เซอร์ ย้ายออกจากทีมไปเล่นให้กับสโมสร ฟูแล่ม ทำให้เขาได้ขึ้นเป็นมือหนึ่งของทีมแทน ซึ่งเขาอยู่ในทีมที่ตกชั้นในฤดู 2009-10 อีกด้วย

หงส์แดง (2010-ปัจจุบัน)

          ช่วงวันที่ 17 สิงหาคม 2010 โจนส์ ตบเท้าร่วมทัพ หงส์แดง ด้วยค่าตัว 2.3 ล้านปอนด์ (ประมาณ 118 ล้านบาท) ซึ่งเขาได้ลงทะเบียนนักเตะในฐานะแข้ง "โฮม-โกรน" ตามกฎใหม่ที่ได้ตั้งขึ้นในพรีเมียร์ลีก ในวันที่ 19 สิงหาคม เขามีโอกาสได้นั่งชมเพื่อให้นร่วมทีมลงเตะในเกม ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบเพลย์-อ๊อฟ เลกแรก ที่สนาม แอนฟิลด์

          โจนส์ ได้รับโอกาสลงสนามเป็นนัดแรกแบบไม่เป็นทางการในเกม เทสติโมเนียล ของ เจมี่ คาร์ราเกอร์ พบกับ เอฟเวอร์ตัน XI หลังจากนั้น เขาก็ลงสนามเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเกม ลีก คัพ รอบสาม พบกับ นอร์ทแฮมป์ตัน ทาวน์ ช่วงวันที่ 23 กันยายน 2010 ซึ่งผลจบลงด้วยการเสมอกันไป 2-2 และเป็น หงส์แดง ที่พ่ายจากการดวลจุดโทษ

          เกมที่สองในสีเสื้อของ "หงส์แดง" เกิดขึ้นตอนวันที่ 15 ตุลาคม 2010 ในเกม ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก พบกับ อูเทร็ชต์ และเป็นเกมแรกที่สามารถรักษาคลีนชีตได้อีกด้วย แต่น่าเสียดายที่เกมนี้จะเป็นนัดสุดท้ายของเขาในฤดู 2010-11

          หลังจบเดือน มีนาคม เขาได้ถูกยืมตัวไปเล่นให้กับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ยาวหนึ่งฤดูในปี 2010-11 และลงสนามเป็นเกมแรกในแมตช์ที่พ่ายให้กับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ 1-4 และเสียไปถึง 16 ประตูจาก 7 เกมที่ลงเฝ้าเสาให้กับ "แกะเขาเหล็ก" ซึ่งหลังจบฤดู เขาถูกส่งตัวกลับ หงส์แดง ในทันที

          เขากลับมาสู่ทัพ "เครื่องจักรสีแดง" อีกรอบ และลงสนามในเกมพรีเมียร์ลีกนัดแรกกับ หงส์แดง ในวันที่ 10 เมษายน 2012 ซึ่งเป็นเกมที่เอาชนะ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส 3-2 โดยเขาลงสนามมาเป็นผู้เล่นสำรองในนาทีที่ 26 ภายหลังที่ โดนี่ ถูกไล่ออกจาสนามจากการทำฟาวล์ จูเนียร์ ฮอยเล็ตต์ ในกรอบจุดโทษ และเป็น โจนส์ ที่สวมบทฮีโร่ ช่วยเซฟลูกโทษได้

          โจนส์ ได้รับโอกาสลงสนามเป็นเกมแรกในฤดู 2012-13 ในเกม ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบคัดเลือกพบกับ โกเมล ตอนวันที่ 2 สิงหาคม และก็เป็นทางฝั่ง หงส์แดง ที่เอาชนะไปได้ 1-0 หลังจากนั้นในวันที่ 20 กันยายน เขาลงเฝ้าเสาอีกรอบในเกมที่เอาชนะ ยัง บอยส์ 5-2 ในศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ก่อนที่จะกลับมาลงช่วยทีมในเกม ลีก คัพ ในเกมที่คว้าชัยเหนือ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 2-1 ในวันที่ 26 กันยายน

          จากผลงานที่ยอดเยี่ยมของ โจนส์ ทำให้ทีมตัดสินใจมอบสัญญาฉบับใหม่ให้กับเขาในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน เขาลงเฝ้าเสาในเกมที่เอาชนะ นอริช ซิตี้ 5-0 ในรายการพรีเมียร์ลีกและเป็นการเก็บคลีนชีตได้อีกด้วย โดยผลงานทั้งหมดตลอดซีซั่น 2012-13 เขาลงสนามไปทั้งสิ้น 15 ครั้ง เสียไป 21 ประตูและรักษาคลีนชีตได้ 4 เกม

          ในฤดูกาล 2013-14 แบร็ด โจนส์ ไม่ได้ลงสนามในลีกให้กับทีมเลยแม้แต่เกมเดียว แต่เขายังเป็นผู้รักษาประตูหมายเลขหนึ่งของทีมในการลงเล่นในศึก เอฟเอ คัพ ก่อนที่จะพ่าย อาร์เซน่อล สองเกมรวดตกรอบห้าไปในที่สุด

          เมื่อในวันที่ 14 ธันวาคม 2014 โจนส์ ออกสตาร์ทเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริงในเกมที่พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แทนที่ของ ซิมง มิโญเล่ต์ ที่โชว์ฟอร์มไม่ดีตลอดหลายเดือนในช่วงหลัง ซึ่งผลการแข่งขันจบลงด้วยความพ่ายแพ้ 0-3 โดยมีนักวิเคราะห์บางคนให้เหตุผลว่าเขามีส่วนกับสองประตูที่เสียอีกด้วย

การลงเล่นในให้กับทีมชาติ

          โจนส์ ถูกเรียกติดทีมชาติออสเตรเลียชุดใหญ่ ช่วงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2007 แทนที่ของ มาร์ค ชวาร์เซอร์ ในเกมกระชับมิตร ซึ่งการออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเกมแรกให้กับขุนพลแดนจิงโจ้ เกิดขึ้นในเกมที่พบกับ อุุรุกวัย ตอนวันที่ 2 มิถุนายน 2007 นอกจากนี้เขายังมีส่วนร่วมกับทัวร์นาเม้นต์ เอเอฟซี เอเชี่ยน คัพ 2007 ซึ่งว่าเขาไม่ได้ลงสนามเลยแม้แต่เกมเดียว

          เขามีชื่ออยู่ใน 23 แข้งสุดท้ายของทีมชาติ ออสเตรเลีย ไปลุยศึกบอลโลก 2010 แต่เขาโชคร้าย เมื่อต้องขอถอนตัวออกจากทีมกลางคัน เมื่อทราบข่าวว่าลูกชายของเขาป่วยเป็นโรคลูคีเมีย และนั่นทำให้เขาไม่ได้กลับไปร่วมการแข่งขันอีกเลย

ความสำเร็จในระดับสโมสร

แบล็คพูล

– แชมป์ ลีก โทรฟี่ : 2003-04

ufa1688

แกเร็ธ เบล

ufa1688  แกเร็ธ แฟรงก์ เบล (อังกฤษ: Gareth Frank Bale) เกิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1989 ที่คาร์ดิฟฟ์ ในประเทศเวลส์, ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นนักฟุตบอล ซึ่งเล่นตำแหน่งแบ็คซ้าย หรือปีกซ้าย ให้กับสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด สวมเสื้อหมายเลข 11 และ ฟุตบอลทีมชาติเวลส์ เคยอยู่สโมสรฟุตบอลทอตแนมฮ็อตสเปอร์ และยังเป็นนักฟุตบอลที่ได้รางวัลผู้เล่นแห่งปีจากสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ ปัจจุบันได้ย้ายไปอยู่กับสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด ด้วยราคา 85 ล้านปอนด์ เป็นสถิติโลกใหม่ของการซื้อขายนักฟุตบอล แต่ถูกทำลายลงโดยปอล ปอกบาที่ย้ายจากสโมสรฟุตบอลยูเวนตุส สู่สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 89 ล้านปอนด์ในฤดูกาล 2017–18

เบล เกิดที่คาร์ดิฟฟ์ เมืองหลวงของเวลส์ เป็นลูกชายแฟรงค์ เบล และเป็นหลานชายของ คริส เพคส์ อดีตผู้เล่นของคาร์ดิฟฟ์ซิตี อีกด้วย โดยสมัยที่เจ้าตัวอายุได้ 9 ขวบ เจ้าตัวก็ได้รับความสนใจจากแมวมองของเซาท์แธมป์ตัน จากนั้น เบล ก็เข้าเรียนที่โรงเรียนวิทเชิร์ช ไฮสคูล ในคาร์ดิฟฟ์ที่ซึ่งลงเล่นรักบี้, ฮ็อคกี้ และวิ่งระยะไกล ไปพร้อมกับการเล่นฟุตบอล โดยระหว่างที่เรียนที่วิทเชิร์ช เบลก็ได้ฝึกฝีเท้ากับสถาบันฟุตบอลของทีมเซาแทมป์ตันที่เมืองบาธ ไปด้วยพร้อม ๆ กัน กล่าวกันว่าเมื่อกลับจากโรงเรียนเบลไม่เคยอ้อนวอนพ่อให้เปิดดูการ์ตูนหรือโทรทัศน์ มีแต่อ้อนวอนให้ออกไปเล่นฟุตบอล

เมื่ออายุได้ 16 ปี เบล ก็เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ทีมชุดอายุต่ำกว่า 18 ปีของโรงเรียนคว้าแชมป์ "คาร์ดิฟฟ์ แอนด์ เวล ซีเนียร์ คัพ" ไปครอง และเมื่อเรียนจบในช่วงซัมเมอร์ 2005 แผนกพลศึกษาของโรงเรียนก็ได้มอบรางวัลยอดเยี่ยมด้านกีฬาให้กับดาวรุ่งรายนี้ด้วย

เบล พัฒนาฝีเท้าได้อย่างรวดเร็วและเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะจอมยิงฟรีคิกของทีม ขณะที่เกมสุดท้ายของเบล กับเซาแทมป์ตัน เป็นเกมเพลย์ออฟแชมเปี้ยนชิพ รอบรองชนะเลิศ กับดาร์บี้ เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2007 แต่เจ้าตัวกลับโชคร้ายได้รับบาดเจ็บในช่วงครึ่งหลังจนไม่สามารถฝืนเล่นต่อไปได้ โดยปีก/แบ็คซ้าย รวมทั้งหมดเบลเล่นให้กับเซาแทมป์ตันไป 45 นัด และทำไป 5 ประตู

จากนั้น เบล ก็ได้ย้ายไปค้าแข้งกับ สเปอร์ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2007 และเซ็นสัญญาเป็นเวลา 4 ปี โดยสเปอร์จ่ายค่าตัวไป 5 ล้านปอนด์ (ราว 300 ล้านบาทในเวลานั้น) พร้อมกับอ็อปชั่นที่ว่าจะต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมหากว่า เบล สามารถช่วยให้สเปอร์ส ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งคาดว่ารวม ๆ แล้วอาจจะสูงถึง 10 ล้านปอนด์ เบล ประเดิมสนามนัดแรกให้สเปอร์ส ในเกมอุ่นเครื่องกับเซนต์ แพตทริคส์ แอตแลติก เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2007 ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนตัวในช่วงท้ายเกมเนื่องจากบาดเจ็บ

จากนั้น เบล ก็สามารถพังประตูแรกให้สเปอร์ในแมตช์อย่างเป็นทางการได้สำเร็จในเกมที่เสมอกับฟูแล่ม 3-3 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2007 ก่อนที่จะตามมาด้วยการทำสกอร์จากฟรีคิกในเกมดาร์บี้แมตช์แห่งลอนดอนเหนือกับอาร์เซนอล และตามด้วยการทำประตูในเกมลีก คัพ ที่พบกับมิดเดิลสโบรช์ ซึ่งทำให้เบล ซึ่งเป็นดาวรุ่งวัย 18 ปีในเวลานั้น กลายเป็นขวัญใจแฟนบอลสเปอร์ส อย่างรวดเร็ว หลังทำไป 3 ประตูจากการลงสนาม 4 นัดแรก

ในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2007 เบล ก็ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าขวาอย่างรุนแรง จนต้องพักนานหลายเดือน อย่างไรก็ตามในเดือนสิงหาคม 2008 เจ้าตัวก็ได้เซ็นสัญญากับสเปอร์ส เพิ่มอีก 4 ปีแม้ส่วนตัวแล้วจะทำผลงานได้ดี แต่ไม่น่าเชื่อว่า เบล จะมีสถิติลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีก 24 นัดให้สเปอร์ส โดยที่ทีมไม่ชนะเลย จนโดนตราหน้าว่าเป็น "ตัวซวย" ที่เมื่อลงสนามเมื่อไหร่ ทีมจะไม่ชนะ ซึ่งกว่าที่เบลจะได้สัมผัสชัยชนะในลีกเป็นนัดแรกก็ต้องรอจนถึงเกมที่พบกับเบิร์นลีย์ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2009 ซึ่งกินเวลามากกว่า 2 ปี หลังจากที่เซ็นสัญญาในถิ่นไวท์ ฮาร์ท เลน โดยเกมดังกล่าวเบลถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 85

ฤดูกาล 2010-11 เบล เริ่มต้นได้อย่างสวยหรูเมื่อเหมาคนเดียว 2 ประตูให้ทีมชนะสโตกซิตี 2-1 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2010 และถัดมาอีก 4 วัน เบลก็ทำแอสซิสต์ทั้ง 4 ลูกให้ สเปอร์ส ถล่ม ยัง บอยส์ เบิร์น จากสวิตเซอร์แลนด์ 4-0 ในศึกแชมเปียนส์ลีก รอบเพลย์ออฟ ที่ไวต์ฮาร์ตเลน ฤดูกาล 2012-13 เบล เปลี่ยนมาใส่เสื้อหมายเลข 7 ซึ่งเป็นเบอร์ไรอัน กิกส์ ขวัญใจของเบลในทีมชาติเวลส์

ปัจจุบันได้ย้ายไปอยู่กับสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด ด้วยราคา 85.3 ล้านปอนด์ ทำลายสถิติโลกของคริสเตียโน โรนัลโด นักเตะปัจจุบันของรีล มาดริดเช่นกัน โดยทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2013

เจอร์เมน เดโฟ

ufa1688 เจอร์เมน โคลิน เดโฟ โอบีอี​ (อังกฤษ: Jermain Colin Defoe, เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1982) เป็นนักฟุตบอลชาวอังกฤษ เชื้อสายเซนต์ลูเชีย-โดมินิกัน ตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า ปัจจุบันเล่นให้กับ เรนเจอร์สในสกอตติชพรีเมียร์ชิป (โดยยืมตัวมาจากบอร์นมัท)

เจอร์เมน เดโฟ เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นนักฟุตบอลระดับเยาวชนให้กับสโมสรชาร์ลตัน แอธเลติก เมื่ออายุได้ 14 ปี ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด เมื่ออายุ 16 ปี โดยลงเล่นในระดับอาชีพให้กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ดเป็นนัดแรกในปี ค.ศ. 2000 ก่อนจะถูกส่งไปหาประสบการณ์กับสโมสรบอร์นมัทด้วยสัญญายืมตัวตลอดฤดูกาล 2000–01 และกลับมาสู่เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

หลังจากที่เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกในปี 2003 เดโฟได้ย้ายมาร่วมทีมทอตนัม ฮอตสเปอร์ในเดือนมกราคม ปี 2004 และลงเล่นให้กับสเปอร์นานถึง 4 ฤดูกาล ก่อนจะถูกขายให้กับสโมสรพอร์ตสมัท ในเดือนมกราคม ปี 2008 โดยเขาลงเล่นให้กับพอร์ตสมัทเพียงแค่ฤดูกาลเดียว หลังจากนั้นได้ย้ายกลับมายังทอตนัม ฮอตสเปอร์ในเดือนมกราคม ปี 2009

ในปี 2014 เดโฟย้ายไปเล่นฟุตบอลนอกสหราชอาณาจักรเป็นครั้งแรก โดยเขาย้ายไปเล่นให้กับโตรอนโต เอฟซี ในเมเจอร์ลีก ซอกเกอร์ สหรัฐอเมริกา แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงได้ย้ายกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้งในปีถัดมา กับสโมสรฟุตบอลซันเดอร์แลนด์

เดโฟ เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่สามารถทำประตูในพรีเมียร์ลีกได้มากเกินกว่า 150 ประตู โดยยิงประตูในพรีเมียร์ลีกมากที่สุดเป็นอันดับที่ 7 (162 ประตู) รวมทั้งเป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลลำดับที่ 5 ของสโมสรทอตนัม ฮอตสเปอร์ โดยเป็นผู้ยิงประตูในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยยุโรปให้สโมสรมากที่สุดเป็นอันดับ 1

ในการลงเล่นระดับชาติ เจอร์เมน เดโฟ ติดทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรกในปี 2004 โดยลงเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษทั้งหมด 57 นัด ยิงได้ 20 ประตู รวมถึงการลงเล่นและยิงประตูในฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้

ประวัติ
เจอร์เมน เดโฟ เกิดที่เขตเบ็คตอน เมืองนิวแฮม ในมณฑลเกรเทอร์ลอนดอน, สหราชอาณาจักร มีพื้นฐานครอบครัวมาจากประเทศในแถบทะเลแคริบเบียน โดยแม่ของเขาเป็นชาวเซนต์ลูเชียและพ่อเป็นชาวโดมินิกัน เดโฟเริ่มเข้ารับการศึกษาในระดับชั้นประถมที่โรงเรียนประถมเซนต์ โจอาคิม และศึกษาต่อในระดับมัธยมที่โรงเรียนเซนต์ โบนาเวนเชอร์ส คาทอลิก ภายในเมืองนิวแฮม

เดโฟ ได้มีโอกาสเล่นฟุตบอลระดับสมัครเล่นกับ สโมสรฟุตบอลเซนรับ ที่ลงแข่งขันในซันเดย์ ลีก โดยสโมสรแห่งนี้มีชื่อเสียงในระดับท้องถิ่นและเคยผลิตนักฟุตบอลชื่อดังอย่าง ลี โบว์เยอร์ , จอห์น เทอร์รี, แอชลีย์ โคล และเล็ดลีย์ คิง หลังจากนั้นเขาได้การคัดเลือกให้เข้าสู่ศูนย์ฝึกฟุตบอลระดับสูงของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1997 ในขณะอายุได้เพียง 14 ปี โดยขณะอยู่ที่ศูนย์ฝึกของสมาคมฟุตบอล เดโฟ เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนอิดซอลล์

ที่ศูนย์ฝึกฟุตบอลของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ เดโฟ ได้รับความสนใจจากสโมสรฟุตบอลชาร์ลตัน แอธเลติก ที่ดึงตัวเขาเข้าร่วมศูนย์ฝึกเยาวชนของสโมสร ก่อนที่เขาจะเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับสโมสรฟุตบอลเวสต์แฮม ยูไนเต็ด

 

มูซา แดมเบเล

ufa1688 มูซา แดมเบเล (ฝรั่งเศส: Moussa Dembélé; เกิดวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1996) เป็นนักฟุตบอลชาวฝรั่งเศสที่เล่นในตำแหน่งกองหน้าให้กับลียงในลีกเอิง เขามาจากทีมเยาวชนของปารีแซ็ง-แฌร์แม็งและฟูลัม และได้ลงเล่นระดับอาชีพครั้งแรกให้กับฟูลัมในพรีเมียร์ลีกในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2013 เขายิง 19 ประตูจากการลงเล่น 64 นัดให้กับฟูลัม และย้ายไปเซลติกใน ค.ศ. 2016 โดยพาทีมชนะเลิศเทรเบิลแชมป์ได้สองฤดูกาลติดต่อกัน ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2018 เขาย้ายไปลียง

แดมเบเลลงเล่นให้กับทีมชาติฝรั่งเศสชุดเยาวชนมากกว่า 50 นัด และในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2016 เขาถูกเรียกติดทีมชาติรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี

เกียรติประวัติ
เซลติก

สกอตติชพรีเมียร์ชิป: 2016–17, 2017–18
สกอตติชลีกคัพ: 2016–17, 2017–18
สกอตติชคัพ: 2016–17, 2017–18
รางวัลส่วนตัว

ผู้เล่นดาวรุ่งแห่งเดือนของฟุตบอลลีก: ตุลาคม 2015
ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของลอนดอนฟุตบอลลีก: 2015–16
ผู้เล่นอายุไม่เกิน 21 ปีแห่งปีของฝรั่งเศส: 2016
ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งเดือนสกอตติชพรีเมียร์ชิป: กันยายน 2016, กุมภาพันธ์ 2017
ทีมยอดเยี่ยมแห่งปี พีเอฟเอ สกอตแลนด์ (พรีเมียร์ชิป): 2016–17
ประตูยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล พีเอฟเอ สกอตแลนด์: 2016–17
ผู้ทำประตูสูงสุดแห่งฤดูกาลของเซลติก: 2016–17
ประตูยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของเซลติก: 2016–17

เอเด้น อาซาร์ 

ufa1688 ชื่อเต็ม : เอเด้น อาซาร์ 
วันเกิด : 7 มกราคม 1991 
สัญชาติ : เบลเยียม 
ส่วนสูง : 170ซม 
น้ำหนัก : 69 กก 
สโมสรปัจจุบัน : เชลซี  
หมายเลขเสื้อ : 17
ตำเเหน่ง : กองกลางตัวรุก 
 
สโมสรเยาวชน 
1998 – 2003 รอยัล สเตท เบรโนอิส 
2003 – 2005 ทูไบซ์ 
2005 – 2007 ลีลล์ (ชุดสำรอง) 
 
สโมสรอาชีพ
2007 – 2012  ลีลล์      
2012 – ปัจจุบัน เชลซี 
 
ทีมชาติเบลเยียม
2007 – 2008 เบลเยี่ยม ชุด 17 ปี      
2008 – 2009 เบลเยี่ยม ชุด 19 ปี    
2008 – ปัจจุบัน เบลเยี่ยม ชุดใหญ่     
 
ประวัติ 
 
     เอเด้น อาซาร์ เกิดวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1991 ที่เมืองลาลูเวียร์ ประเทศเบลเยียม เริ่มต้นการค้าแข้งกับทีมในบ้านเกิด รอยัล สเตท เบรโนอิส ในปี 1998 ซึ่งปัจจุบันเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลเชลซี อาซาร์นั้นเติบโตมาในครอบครัวที่รักการเล่นฟุตบอล ทั้งพ่อและแม่ของเขาต่างเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เขาเริ่มต้นการค้าแข้งกับทีมในบ้านเกิดคือรัวยาลสตาดแบรนัว (Royal Stade Brainois) ในปี ค.ศ. 1998 และฉายแววรุ่งออกมาจนไปเข้าตาลีล สโมสรดังในลีกเอิง จึงตัดสินใจรับเขามาร่วมทีมในปี ค.ศ. 2005
 
     เมื่อมาอยู่กับลีลในฝรั่งเศส อาซาร์ก็ได้ไปเล่นชุดใหญ่อย่างรวดเร็วในปี ค.ศ. 2007 ด้วยวัยเพียง 16 ปีเท่านั้น ในฤดูกาล 2007/08 หรืออีก 2 ปีถัดมา เขาได้โอกาสลงเป็นตัวสำรองมากขึ้น ก่อนที่ฤดูกาลต่อมากองกลางวัยรุ่น จะแจ้งเกิดได้เต็มตัวโดยเป็นนักเตะตัวจริงสม่ำเสมอและทำให้อาซาร์ ได้รับการเรียกตัวติดทีมชาติและได้รางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมในวัยแค่ 17 ปี

 
     ในฤดูกาล 2009/10 ดาวเตะวัยกระเตาะยิ่งทำผลงานได้ร้อนแรงมากขึ้น ก่อนจะผงาดไปคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่ง 2 ปีติดต่อกัน และยังได้มีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของลีก เอิง ด้วย ในฤดูกาล 2010/11 ว่ากันว่าเป็นปีที่ดีที่สุดสำหรับอาซาร์ ในสีเสื้อของลีลล์ โดยแม้จะเริ่มต้นได้ไม่ดี หลังจากโค้ชทีมชาติเบลเยี่ยม จอร์จส์ ลีเคนส์ ออกมาวิจารณ์ และโดนดร็อปจากลีลล์จนไมได้ลงสนามเป็นตัวจริงใจช่วง 2 เดือนแรก 
 
     อาซาร์กลับมาสู่ทีมอีกครั้ง โดยมีบทบาทสำคัญในกาารช่วยให้ทีมคว้าดับเบิลแชมป์ได้ทั้งลีกและบอลถ้วย และยังได้รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีในฤดูกาลกังกล่าว จากการยึด ซีเนอดีน ซีดาน เป็นต้นแบบทำให้เขายิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้น และทำให้มีการพูดกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าสักวันนึงจะมีสโมสรใหญ่ในยุโรปที่คว้าตัวเขาไป
 
     ดาวเตะร่างเล็ก ได้ร่วมเล่นกับโจ โคล ในซีซั่นสุดท้ายกับ ลีลล์ ซึ่งเขาทำผลงานด้วยการกดไปถึง 21 ประตูจาก 48 นัด และผ่านบอลให้เพื่อนอีก 18 ครั้ง โดยที่สโมสรได้อันดับที่ 3 รองจากมงต์เปลิเยร์ และปารีส แซงต์ แชร์แมง ทำให้ได้ผ่านไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเขาปิดฉากอย่างน่าประทับใจโดยได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมในเกมสุดท้ายกับลีลล์ และยิงแฮตทริกได้ด้วยในเกมกับน็องซี่
 
     ฤดูกาล 2012-13 อาซาร์ ตัดสินใจย้ายมาหาความท้าทายใหม่ๆในพรีเมียร์ลีก ด้วยการลงเอยกับแชมป์ยุโรปอย่าง เชลซี พร้อมกับค่าตัวมหาศาล 32 ล้านปอนด์ (ราว 1600 ล้านบาท) บวกกับค่าเหนื่อยสัปดาห์ละ 170000 ปอนด์ (8.5 ล้านบาทต่อสัปดาห์) โดยจะสวมหมายเลข 17 จากนั้นสาตาร์เบลเจี้ยนลงประเดิมสนามเกมแรกในศึกคอมมูนิตี้ ชิลด์ ในการเจกับแมนฯ ซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีก ก่อนจะพาต้นสังกัดใหม่พ่ายไป 2-3 

 
     ทั้งนี้กว่าที่ อาซาร์ จะประเดิมลูกแรกในสีเสื้อ "สิงห์บลูส์" ต้องรอกระทั่งเกมลีกนัดที่ 3 ซึ่งเปิดบ้านเจอกับ นิวคาสเซิ่ล โดยเกมดังกล่าว จอมทัพร่างเล็กตะบันจุดโทษเข้าไป อย่างไรก็ตามล่าสุด อาซาร์ ทำเรื่องฉาวด้วยการเตะเข้าใส่ชายโครงเด็กเก็บบอลหลังประตู จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างครึกโครม เบื้องต้นเจ้าตัวถูกแบน 3 นัด และอาจจะโดนเพิ่มอีก 3 นัด ในเวลาต่อมา 
 
     กับทีมชาติเบลเยี่ยม เจ้าตัวติดทีมชาติมาทุกระดับ และก้าวไปติดทีมชาติชุดใหญ่ได้ในปี 2008 โดยได้ลงเล่นแมตแรกในแมตที่เบลเยี่ยมฟาดแข้งกับลักเซมเบิร์ก ทำให้ เอด็อง อาซาร์ ทำสถิติเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดในทีมชาติเบลเยี่ยม ที่ได้ลงให้กับทีมชุดใหญ่ด้วยวัย 17 ปี กับอีก 316 วัน

จูเซปเป รอสซี

ufa1688 จูเซปเป รอสซี (อิตาลี: Giuseppe Rossi; เกิด 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1987) เป็นนักฟุตบอลตำแหน่งกองหน้าสังกัดสโมสรฟิออเรนตินาแห่งเซเรียอา อิตาลี เกิดที่เมืองทีเน็ค, นิวเจอร์ซีย์, สหรัฐอเมริกา และถือสองสัญชาติ ทั้งอเมริกันและอิตาเลียน รอสซีประเดิมสนามให้กับทีมชาติอิตาลีในเดือนตุลาคม 2008 ก่อนจะทำประตูแรกได้ในเดือนมิถุนายน 2009

ชีวิตวัยเยาว์
รอสซีเป็นอิตาเลียนอเมริกันโดยกำเนิดจากพ่อแม่ชาวอิตาเลียนซึ่งอพยพไปตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกา ณ เมืองทีเน็ค, นิวเจอร์ซีย์ พ่อของเขา แฟร์ดินานโด รอสซี เป็นโค้ชให้กับทีมซอคเกอร์และเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอิตาเลียนและภาษาสเปนให้กับโรงเรียนคลิฟตัน ไฮ สคูล ส่วนแม่ของเขา เคลโอนิลเด รอสซี เป็นครูสอนภาษาอยู่ที่คลิฟตัน

ประวัติการค้าแข้ง
ช่วงเริ่มอาชีพ
เมื่อได้รับข้อเสนอจากทีมเยาวชนปาร์ม่า รอสซีและพ่อของเขาจึงย้ายกลับมาอยู่ที่อิตาลี ก่อนที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จะซื้อสัญญาของเขาเมื่ออายุได้ 17 ปี

ช่วงต้นฤดูกาล พรีเมียร์ลีก 2006-07 รอสซีย้ายไปอยู่กับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดด้วยสัญญายืมตัวจนถึง 1 มกราคม 2007 และประเดิมสนามในวันที่ 24 กันยายน 2006

ก่อนที่จะย้ายกลับไปสู่ปาร์ม่าด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาล โดยรอสซี่สามารถระเบิดตาข่ายได้ถึง 9 ประตู จาก 19 เกม ช่วยให้ปาร์ม่ารอดตกชั้นอย่างเหลือเชื่อ

บิยาร์เรอัล
เดือนกรกฎาคม 2007 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยืนยันการขายรอสซีไปให้กับบิยาร์เรอัลในสเปน ด้วยค่าตัว 6.6 ล้านยูโร และที่นี่รอสซีก็กลายเป็นหัวหอกตัวหลักและสตาร์ประจำทีมตั้งแต่ฤดูกาลแรก

ระดับนานาชาติ
ในปี 2006 รอสซีได้รับเชิญจากบรู๊ซ อารีน่า โค้ชทีมชาติสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ให้เข้าร่วมแคมป์ฝึกซ้อมก่อนศึกฟุตบอลโลก 2006 แต่รอสซีได้ปฏิเสธไป เนื่องจากเขาต้องการเล่นให้กับอิตาลี

เขาได้ลงเล่นให้กับอิตาลีตั้งแต่ชุด U-16 ไปจนถึง U-21 ก่อนที่จะได้ลงเล่นในศึกยูโร U-21 และคว้าสิทธิ์ไปเล่นโอลิมปิกเกมส์ 2008 ได้สำเร็จ ซึ่งในศึกโอลิมปิก รอสซียิงได้ 4 ประตู กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของรายการ แม้จะไปถึงแค่รอบก่อนรองชนะเลิศเท่านั้น

มาร์เชลโล ลิปปี้ เทรนเนอร์ทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่ได้เรียกตัวเขามาติดทีมในเดือนกันยายน 2008 เพื่อทำศึกฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือกโซนยุโรป โดยได้ประเดิมสนามในเกมเสมอ 0-0 กับบัลแกเรีย ก่อนที่รอสซี่จะทำประตูแรกในทีมชาติได้ในเกมอุ่นเครื่องกับไอร์แลนด์เหนือเมื่อเดือนมิถุนายน 2009

จูเซปเป รอสซี

ufa1688 จูเซปเป รอสซี (อิตาลี: Giuseppe Rossi; เกิด 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1987) เป็นนักฟุตบอลตำแหน่งกองหน้าสังกัดสโมสรฟิออเรนตินาแห่งเซเรียอา อิตาลี เกิดที่เมืองทีเน็ค, นิวเจอร์ซีย์, สหรัฐอเมริกา และถือสองสัญชาติ ทั้งอเมริกันและอิตาเลียน รอสซีประเดิมสนามให้กับทีมชาติอิตาลีในเดือนตุลาคม 2008 ก่อนจะทำประตูแรกได้ในเดือนมิถุนายน 2009

ชีวิตวัยเยาว์
รอสซีเป็นอิตาเลียนอเมริกันโดยกำเนิดจากพ่อแม่ชาวอิตาเลียนซึ่งอพยพไปตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกา ณ เมืองทีเน็ค, นิวเจอร์ซีย์ พ่อของเขา แฟร์ดินานโด รอสซี เป็นโค้ชให้กับทีมซอคเกอร์และเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอิตาเลียนและภาษาสเปนให้กับโรงเรียนคลิฟตัน ไฮ สคูล ส่วนแม่ของเขา เคลโอนิลเด รอสซี เป็นครูสอนภาษาอยู่ที่คลิฟตัน

ประวัติการค้าแข้ง
ช่วงเริ่มอาชีพ
เมื่อได้รับข้อเสนอจากทีมเยาวชนปาร์ม่า รอสซีและพ่อของเขาจึงย้ายกลับมาอยู่ที่อิตาลี ก่อนที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จะซื้อสัญญาของเขาเมื่ออายุได้ 17 ปี

ช่วงต้นฤดูกาล พรีเมียร์ลีก 2006-07 รอสซีย้ายไปอยู่กับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดด้วยสัญญายืมตัวจนถึง 1 มกราคม 2007 และประเดิมสนามในวันที่ 24 กันยายน 2006

ก่อนที่จะย้ายกลับไปสู่ปาร์ม่าด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาล โดยรอสซี่สามารถระเบิดตาข่ายได้ถึง 9 ประตู จาก 19 เกม ช่วยให้ปาร์ม่ารอดตกชั้นอย่างเหลือเชื่อ

บิยาร์เรอัล
เดือนกรกฎาคม 2007 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยืนยันการขายรอสซีไปให้กับบิยาร์เรอัลในสเปน ด้วยค่าตัว 6.6 ล้านยูโร และที่นี่รอสซีก็กลายเป็นหัวหอกตัวหลักและสตาร์ประจำทีมตั้งแต่ฤดูกาลแรก

ระดับนานาชาติ
ในปี 2006 รอสซีได้รับเชิญจากบรู๊ซ อารีน่า โค้ชทีมชาติสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ให้เข้าร่วมแคมป์ฝึกซ้อมก่อนศึกฟุตบอลโลก 2006 แต่รอสซีได้ปฏิเสธไป เนื่องจากเขาต้องการเล่นให้กับอิตาลี

เขาได้ลงเล่นให้กับอิตาลีตั้งแต่ชุด U-16 ไปจนถึง U-21 ก่อนที่จะได้ลงเล่นในศึกยูโร U-21 และคว้าสิทธิ์ไปเล่นโอลิมปิกเกมส์ 2008 ได้สำเร็จ ซึ่งในศึกโอลิมปิก รอสซียิงได้ 4 ประตู กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของรายการ แม้จะไปถึงแค่รอบก่อนรองชนะเลิศเท่านั้น

มาร์เชลโล ลิปปี้ เทรนเนอร์ทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่ได้เรียกตัวเขามาติดทีมในเดือนกันยายน 2008 เพื่อทำศึกฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือกโซนยุโรป โดยได้ประเดิมสนามในเกมเสมอ 0-0 กับบัลแกเรีย ก่อนที่รอสซี่จะทำประตูแรกในทีมชาติได้ในเกมอุ่นเครื่องกับไอร์แลนด์เหนือเมื่อเดือนมิถุนายน 2009

ริกกี แลมเบิร์ต

ufa1688 ริกกี แลมเบิร์ต (อังกฤษ: Rickie Lambert; ชื่อเต็ม: ริกกี ลี แลมเบิร์ต (Rickie Lee Lambert); เกิด: 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1982) เป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพชาวอังกฤษตำแหน่งกองหน้า เคยเล่นในพรีเมียร์ลีกให้กับหลายสโมสร ทั้งเซาแทมป์ตัน, ลิเวอร์พูล และเวสต์บรอมมิชอัลเบียน และเป็นอดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ

แลมเบิร์ตเริ่มตันการเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับแบล็กพูล หลังจากนั้นก็ไปเล่นให้กับแมกเคิลส์ฟีลด์ทาวน์, สตอกพอร์ตเคาน์ตี, รอชเดล และบริสตอลโรเวอส์ และย้ายร่วมกับเซาแทมป์ตันในปี ค.ศ. 2009 และได้สร้างชื่อเสียงขึ้นมา ก่อนที่จะได้ย้ายไปร่วมกับลิเวอร์พูลในปี ค.ศ. 2014 ซึ่งเป็นสโมสรเยาวชนที่เจ้าตัวเคยอยู่และเป็นสโมสรที่ใฝ่ฝันที่จะร่วมทีมมาตั้งแต่เด็ก

ชีวิตส่วนตัว
ริกกี แลมเบิร์ต เกิดที่ย่านเวสต์เวล, เคอร์กบี, มณฑลเมอร์ซีไซด์ ในครอบครัวที่ไม่ร่ำรวย โดยเป็นลูกชายของเรย์ และเมารีน แลมเบิร์ต แลมเบิร์ตชื่นชอบการเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก และเข้าสู่สโมสรเยาวชนของลิเวอร์พูลตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบ แต่เมื่ออายุได้ 15 ปี ก็ถูกถอดออกจากทีม เนื่องจากไม่เข้าตาผู้ฝึกสอน จึงได้เข้าทำงานในโรงงานผลิตขวดบรรจุบีทรูทเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว ได้ค่าตอบแทนวันละ 20 ปอนด์

ชีวิตครอบครัว แลมเบิร์ตมีภรรยาชื่อ เอมี ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 3 คน โดยคนสุดท้อง ชื่อว่า เบลลา โรส เกิดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2013 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่แลมเบิร์ตถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษ เป็นครั้งแรก ในนัดที่อังกฤษพบกับ สกอตแลนด์

เซาแทมป์ตัน

แลมเบิร์ต ขณะเล่นให้กับเซาแทมป์ตันในปี ค.ศ. 2013
แลมเบิร์ต เล่นได้ดีกับเซาแทมป์ตัน และทำผลงานได้ดีตลอดทั้งฤดูกาล 2013–14 เมื่อจบฤดูกาลเซาแทมป์ตันอยู่อันดับที่ 8 นับว่าเป็นอันดับที่น่าพอใจ เนื่องจากเพิ่งเลื่อนชั้นมาสู่พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ดังนั้น เมื่อจบฤดูกาล ลิเวอร์พูลได้ติดต่อขอซื้อตัวเข้าร่วมทีม ด้วยสัญญา 2 ปี ค่าตัวราว 4 ล้านปอนด์ และนับเป็นผู้เล่นหนึ่งใน 5 รายของเซาแทมป์ตันที่ย้ายออกไปในช่วงเวลานั้น

ลิเวอร์พูล
ริกกี แลมเบิร์ต ได้ย้ายจากเซาแทมป์ตันสู่ลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2014–15 ในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2014 พรีเมียร์ลีก นัดเปิดฤดูกาล 2014–15 แลมเบิร์ต ได้ลงสนามนัดแรกให้กับลิเวอร์พูล โดยลงสนามเป็นตัวสำรองในช่วง 14 นาทีสุดท้ายแทน ฟีลีปี โกชิญญู ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะทีมเก่าของเขา เซาแทมป์ตัน 2-1 ในช่วงแรก แลมเบิร์ต มักจะเป็นตัวสำรอง จนกระทั่ง มารีโอ บาโลเตลลี มีอาการบาดเจ็บ ทำให้ แลมเบิร์ต ได้มีโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงและยิงประตูให้กับลิเวอร์พูลได้เป็นลูกแรกในพรีเมียร์ลีกนัดที่ 12 ที่ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายแพ้คริสตัลพาเลซ 3-1 โดยที่แลมเบิร์ตเป็นผู้ยิงประตูให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 0-1 ตั้งแต่นาทีที่ 2 ต่อมา ในวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 2014 แลมเบิร์ต ได้ลงเป็นตัวจริงนัดแรกในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2014–15 และทำประตูแรกให้กับ ลิเวอร์พูล ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เสมอกับ ลูโดโกเร็ตส์ ราซกราด จาก บัลแกเรีย 2-2 และทำประตูในพรีเมียร์ลีกลูกที่ 2 ในนัดที่ 21 ในนัดที่ลิเวอร์พูลเอาชนะแอสตันวิลลาไปได้ 0-2 ได้ที่สนามวิลลาพาร์ก โดยแลมเบิร์ตยิงประตูได้ในนาทีที่ 79 นับเป็นประตูที่ 2

ในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 2015 แลมเบิร์ต ได้ติดทีมยอดเยี่ยมแห่งทศวรรษ ของลีกรองอังกฤษ ในงานประกาศรางวัลของเดอะฟุตบอลลีก

เวสต์บรอมมิชอัลเบียน
แต่การเล่นให้กับลิเวอร์พูล แลมเบิร์ตเป็นเพียงตัวสำรอง ทำให้ทั้งฤดูกาลได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกเพียง 25 นัดเท่านั้น และยิงได้ 2 ประตู และรวมทั้งหมดทุกรายการลงเล่น 36 นัด ยิงไปได้เพียง 3 ประตู ทำให้ก่อนเปิดฤดูกาล 2015–16 แลมเบิร์ตได้รับการติดต่อจากโทนี พูลิส ผู้จัดการของเวสต์บรอมมิชอัลเบียน ขอซื้อตัว โดยคาดว่ามีค่าตัวราว 3 ล้านปอนด์

คาร์ดิฟฟ์ซิตี
หลังจบฤดูกาล 2015–16 แลมเบิร์ตได้ย้ายไปยังคาร์ดิฟฟ์ซิตี ในเดอะแชมเปียนชิป ด้วยสัญญา 2 ปี เนื่องจากถูกเวสต์บรอมมิชอัลเบียนปล่อยตัวออกไปในแบบไม่เปิดเผยค่าตัว กอรปกับได้ซื้อตัวฮัล ร็อบสัน-คานู นักฟุตบอลทีมชาติเวลส์ เข้ามาเพิ่มในตำแหน่งกองหน้า ทำให้โอกาสได้ลงเล่นของแลมเบิร์ตน้อยลง

ทีมชาติอังกฤษ
ในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2013 ริกกี แลมเบิร์ต ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรกด้วยวัย 31 ปี ต่อมา แลมเบิร์ต ได้ลงสนามนัดแรกให้กับทีมชาติ โดยลงสนามเป็นตัวสำรองแทน เวย์น รูนีย์ และทำประตูแรกให้กับทีมชาติในนัดที่อุ่นเครื่องกระชับมิตรเอาชนะ สกอตแลนด์ 3-2

ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 2014 ทีมชาติอังกฤษลงเล่นนัดแรกในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 รอบคัดเลือก เจอกับ สวิตเซอร์แลนด์ ที่บาเซิล โดย แลมเบิร์ต ลงสนามเป็นตัวสำรองและจ่ายบอลให้ แดนนี เวลเบก ทำประตูให้ อังกฤษ เอาชนะ สวิตเซอร์แลนด์ 2-0

ฟุตบอลโลก 2014
ในวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 ทีมชาติอังกฤษได้เรียกตัว ริกกี แลมเบิร์ต ติดรายชื่อ 23 คน ชุดลุยศึก ฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล โดย อังกฤษ ได้อยู่กลุ่ม D ร่วมกับ อุรุกวัย, คอสตาริกา และ อิตาลี โดย แลมเบิร์ต ได้ลงเล่นแค่นัดเดียวในนัดที่แพ้ให้กับ อุรุกวัย 1-2 สุดท้าย อังกฤษ ก็ต้องตกรอบแรก ได้อันดับสุดท้ายของกลุ่ม D เสมอ 1 แพ้ 2 (แพ้ อิตาลี 1-2, แพ้ อุรุกวัย 1-2 และ เสมอ คอสตาริกา 0-0) ทำให้ทีมชาติอังกฤษต้องจบเส้นทางฟุตบอลโลกที่บราซิลเพียงรอบแรกเท่านั้น และเป็นครั้งแรกในรอบ 56 ปีที่อังกฤษตกรอบแรกฟุตบอลโลก

กาบริเอล บาติสตูตา

ufa1688 กาเบรียล บาติสตูตา (สเปน: Gabriel Batistuta) ชื่อเต็มคือ กาเบรียล โอมาร์ บาติสตูตา (Gabriel Omar Batistuta) อดีตนักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินา เป็นนักฟุตบอลที่เป็นตำนานของฟิออเรนติน่า และได้รับการสวมเสื้อหมายเลข 9 ของฟิออเรนติน่า เป็นนักฟุตบอลที่มีรูปแบบการเล่นที่ห้าวหาญ แข็งแกร่ง เก่งทั้งการเล่นลูกกลางอากาศ และภาคพื้นดิน และที่สำคัญมีเทคนิคการยิงประตูที่หนักหน่วง รุนแรง เฉียบขาด ทำให้กลายเป็นขวัญใจของแฟนฟิออเรนติน่าจนถึงปัจจุบันและชาวเมืองฟลอเรนซ์ได้สร้างอนุสรณ์สถานให้ด้วยที่เมือง

บาติสตูตา เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอลในช่วงวัยรุ่นที่เล่นให้กับนีเวลล์โอลด์บอยส์ และริเวอร์เพลท สโมสรในอาร์เจนตินา บ้านเกิด ซึ่งที่นั่นบาติสตูตาเป็นเพียงกองหน้าระดับธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น ก่อนจะย้ายไปยังโบกาจูเนียรส์ และที่นั่นบาติสตูตาเริ่มที่จะมีชื่อเสียงขึ้นมา จนกระทั่งมีแมวมองดึงตัวไปอยู่ที่ฟิออเรนติน่า ในเซเรียอา อิตาลี ซึ่งทำให้เจ้าตัวได้รับฉายาว่า บาติโกล

ในช่วงที่บาติสตูตาอยู่กับฟิออเรนติน่าไม่เคยได้แชมป์ใด ๆ เลย ช่วงบั้นปลายของการเป็นนักฟุตบอลได้ย้ายไปเล่นให้กับ โรมา แห่งกรุงโรม ได้ร่วมเล่นกับนักเตะขวัญใจชาวกรุงโรมและอิตาลีด้วย นั่นคือ ฟรานเชสโก ต๊อตติ และได้ตามความฝันของตัวเองสำเร็จก็คือได้แชมป์เซเรียอากับโรมา จากนั้นบาติสตูตาได้ย้ายไปเล่นกับอินเตอร์มิลาน และปิดฉากการเป็นนักฟุตบอลที่สโมสรในภูมิภาคตะวันออกกลาง คือ อัลอาราบี ในกาตาร์ ด้วยวัย 37 ปี

เกียรติประวัติ
เป็นนักฟุตบอลที่ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของฟิออเรนติน่า 168 ประตู
เป็นนักฟุตบอลที่ทำประตูได้เป็นลำดับทีสองรอง จากลิโอเนล เมสซี่ ในนามทีมชาติอาร์เจนตินาเขาลงเล่นไป77 นัด ยิง 54 ประตู
เป็นนักฟุตบอลคนแรกและคนเดียวตราบจนปัจจุบันนี้ที่ยิงแฮตทริกได้ถึง 2 ครั้งติดต่อกันในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2 สมัย โดยครั้งแรกในฟุตบอลโลก 1994 ด้วยการยิงทีมชาติกรีซ และฟุตบอลโลก 1998 ด้วยการยิงทีมชาติจาเมกา