รีวิวตลาดซื้อขาย 7 แข้งดังค่าตัวแพงเกินจริง

รีวิวตลาดซื้อขาย
7 แข้งดังค่าตัวแพงเกินจริง
     ฝุ่นตลบกันเลยทีเดียว สำหรับตลาดซื้อขายนักเตะฤดูร้อนนี้ ความสนใจหลักคือ การเสริมทีมของบรรดาทีมบิ๊กเนมของยุโรปสำหรับสู้ศึกฤดูกาล 2017-18  ซูเปอร์ดีลต้องยกให้การย้ายทีมด้วยค่าตัว Stats โลกใหม่ของ เนย์มาร์ ซุปตาร์ทีมชาติบราซิลของ เจ้าบุญทุ่ม ที่ถูก PSG ฉีกสัญญามูลค่า 222 ล้านยูโรซื้อตัวไปร่วมทีม 
     ท่ามกลางความคึกคักของตลาดรอบนี้ มีอีกประเด็นที่ถูกพูดถึงนั่นคือ “เดลี่ สตาร์” สื่อดังจากเมืองผู้ดี ได้ออกมาติชมและให้ข้อมูลเกี่ยวกับดีลย้ายทีมที่มูลค่าแพงเกินเหตุประจำฤดูร้อนนี้ มีนักเตะดัง 7 รายที่เข้าข่าย พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นใครบ้าง และค่าตังแพงเกินกว่าที่หน้าจะเป็นกี่ล้านปอนด์ ไปหาคำตอบกันเลย  ดูบอลสด
1. ไคล์ วอล์คเกอร์ (อายุ 27 ปี)สโมสรเก่า : ท็อตแน่ม ฮอตไก่เดือยทอง
    ทีมใหม่ : เรือใบสีฟ้า
    ค่าตัว : 50 ล้านปอนด์
    ค่าตัวในมุมมองของ เดลี่ สตาร์ : 36.5 ล้านปอนด์ (แพงไป 13.5 ล้านปอนด์)
            แบ็คขวาทีมชาติ England ฝากผลงานกับทีม “ไก่เดือยทอง” ไว้คือลงสนามรวมทุกรายการ 183 นัด ยิงไป 4 ประตู
2. อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (อายุ 24 ปี) ทีมเก่า : ไอ้ปืนใหญ่
    สโมสรใหม่ : หงส์แดง
    ค่าตัว : 35 ล้านปอนด์
    ค่าตัวในมุมมองของ เดลี่ สตาร์ : 23.2 ล้านปอนด์ (แพงไป 11.8 ล้านปอนด์)
       ตัวรุกความเร็วสูงทีมชาติเมืองผู้ดีฝากผลงานกับทีม “ปืนใหญ่” ไว้คือลงสนามรวมทุกรายการ 132 นัด ยิงไป 9 ประตู ได้แชมป์ เอฟเอ คัพ 3 สมัย
3. ดาวิเด้ ซาปาคอสต้า (อายุ 25 ปี)ทีมเก่า : โตริโน่
    ทีมใหม่ : เชลซี
    ค่าตัว : 23 ล้านปอนด์
    ค่าตัวในมุมมองของ เดลี่ สตาร์ : 6.3 ล้านปอนด์ (แพงไป 16.7 ล้านปอนด์)
            แบ็คขวาจอมเปิดบอลทีมชาติอิตาลีฝากผลงานกับทีม “กระทิงหิน” ไว้คือลงสนามรวมทุกรายการ 56 นัด ยิงไป 2 ประตู
4. จอร์แดน พิคฟอร์ด (อายุ 23 ปี)สโมสรเก่า : ซันเดอร์แลนด์
    ทีมใหม่ : เอฟเวอร์ตัน
    ค่าตัว : 30 ล้านปอนด์
    ค่าตัวในมุมมองของ เดลี่ สตาร์ : 4.8 ล้านปอนด์ (แพงไป 25.2 ล้านปอนด์)
          นายทวารดาวรุ่งฟอร์มเยี่ยมสัญชาติเมืองผู้ดีฝากผลงานกับอดีตสโมสร “แมวดำ” ซันเดอร์แลนด์ ที่ร่วงตกชั้นสู่ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ไว้คือลงสนามทุกรายการไป 31 นัด
5. มามาดู ซาโก้ (อายุ 27 ปี) สโมสรเก่า : หงส์แดง
    ทีมใหม่ : คริสตัล พาเลซ
    ค่าตัว : 30 ล้านปอนด์
    ค่าตัวในมุมมองของ เดลี่ สตาร์ : 9 ล้านปอนด์ (แพงไป 21 ล้านปอนด์)
         แนวรับเฟร้นช์แมนสร้างปัญหาจนกลายเป็นส่วนเกินที่ “หงส์แดง” ไม่ต้องการ หลังจากปล่อยยืมให้ คริสตัล พาเลซ ซีซั่นก่อน ฤดูร้อนนี้ก็ถูกขายขาดให้ทัพ “ปราสาทเรือนแก้ว” ตามคาด โดยตัวเขามี Stats กับ หงส์แดงลิเวอร์พูล คือลงสนามทุกรายการไป 56 นัด ยิงได้ 2 ประตู
6. อุสมาน เดมเบเล่ (อายุ 20 ปี)สโมสรเก่า : โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์
    ทีมใหม่ : เจ้าบุญทุ่ม
    ค่าตัว : 93 ล้านปอนด์
    ค่าตัวในมุมมองของ เดลี่ สตาร์ : 46 ล้านปอนด์ (แพงไป 47 ล้านปอนด์)
      ตัวรุกอนาคตไกลทีมชาติฝรั่งเศสได้ย้ายทีมสมใจ หลังออกลูกงอแงอย่างชัดเจนว่าต้องการย้ายหนีทีม “เสือเหลือง” ไปค้าแข้งในสเปนกับ “ต่างดาว” เจ้าบุญทุ่ม โดยตัวเขาฝากผลงานไว้กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คือลงสนามทุกรายการไป 32 นัด ซัดไป 6 ประตู คว้าแชมป์ได้หนึ่งรายการคือ เดเอฟเบ โพคาล ซีซั่นที่แล้ว
7. เนมานย่า มาติช (อายุ 29 ปี)ทีมเก่า : เชลซี
    สโมสรใหม่ : Manchester United
    ค่าตัว : 40 ล้านปอนด์
    ค่าตัวในมุมมองของ เดลี่ สตาร์ : 21.6 ล้านปอนด์ (แพงไป 18.4 ล้านปอนด์)
        มิดฟิลด์ตัวรับทีมชาติเซอร์เบียสร้างเซอร์ไพร์ส ตัดสินใจโบกมือลา “สิงห์บูลส์”Chelseaย้ายซบคู่ปรับร่วมลีกอย่าง “ปีศาจแดง” แมนฯ ยู เพื่อไปร่วมงานกับอดีตเจ้านายเก่า โชเซ่ มูรินโญ่ อีกครั้ง ซึ่งตัวเขาประสบความสำเร็จอย่างมากในรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ โดยทำ Stats ลงสนามรวมทุกรายการไป 121 นัด ยิงไป 4 ประตู คว้าแชมป์ Premier League  2 สมัย เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ อย่างละ 1 สมัย  ดูบอล Online 
         สโมสร บาร์เซโลน่า และบรรดาผู้เล่นเลือดเนื้อเชื้อไข “คาตาลัน” มีหน้าที่สำคัญต่อแวดวงบอลโลกมาอย่างยาวนาน ซึ่ง คาตาโลเนีย ก็มีทีมบอลของตนเองมาตั้งแต่ปี 1905 แต่ถูกปฎิเสธการรับรองจาก ฟีฟ่า และ ยูฟ่า ตลอดมา จึงไม่สามารถร่วมแข่งขันอย่างเป็นทางการได้ ซึ่งหาก คาตาลัน เป็นอิสระจาก สเปน ได้จริง จะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแวดวงลูกหนังแน่ๆ โดยเฉพาะทัพ “กระทิงดุ” ทีมชาติสเปนที่ผู้เล่นเชื้อสายคาตาลันอย่างมาก เรามีข้อมูลที่น่าสนใจจาก “เดอะ ซัน” สื่อดังเมืองผู้ดีมาฝากกัน เป็นการจัดทีมขุนพล “คาตาลัน” ที่อุดมไปด้วยแข้งดังอย่างมาก นักเตะเหล่านั้น รวมทั้งเฮดโค้ชจะเป็นใครบ้าง ไปติดตามรายละเอียดกันเลย  
กุนซือ
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)   นายใหญ่ของทัพ “เรือใบสีฟ้า” คือความภาคภูมิใจแบบหาที่เปรียบไม่ได้แล้ว ณ ปัจจุบันของทั้งชาวคาตาลัน และสโมสรบาร์เซโลน่า เพราะเขาคือเทรนเนอร์ลูกหม้อแห่ง  “คาตาโลเนีย” ที่พาทีมวิ่งชนความสำเร็จอย่างมากนับไม่ถ้วน ตำแหน่งนี้จึงไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับชายที่ชื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อีกแล้ว 
ผู้รักษาประตู
ฟรานซิสโก้ กาซีย่า (เรอัล มาดริด)   หากนายด่านที่ชื่อ บิคตอร์ บัลเดส ผู้ซึ่งเคยค้าแข้งกับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง บาร์เซโลน่า และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่รีไทร์ไปเสียก่อน บัลเดส คือตัวเลือกที่ดีที่สุดในตำแหน่งนี้ แต่เวลานี้นายทวารเชื้อสายคาตาลันที่คู่ควรที่สุดคือ ฟรานซิสโก้ กาซีย่า ผู้รักษาประตูจอมเก๋าวัย 31 ปีของ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด แม้จะรั้งมือ 2 ของทีมรองจาก เคย์เลอร์ นาบาส แต่ประสบการณ์รับใช้ทีมแคว้น คาตาลัน มีมาตั้งแต่ปี 2010 เลยทีเดียว
แบ็คขวา
เอคตอร์ เบเญริน (อาร์เซน่อล)  แบ็คขวาสุดหล่อสาวกรี๊ดรายนี้ คือผลผลิตจากอะคาเดมี่ “ลามาเซีย” ของ บาร์เซโลน่า เจ้าตัวติดทัพ “กระทิงดุ” ชุดใหญ่ไปแค่ 3 นัดเพียงแค่นั้นโดยการหน้านี้เป็นการเล่นทีมชาติในระดับ ยู-21 ทั้งหมด ซึ่งมีความเป็นได้ว่า เบเญริน จะได้เล่นให้กับ คาตาโลเนีย ในอนาคต
เซ็นเตอร์แบ็ค
เคราร์ด ปิเก้ (บาร์เซโลน่า) ปิเก้ ถือเป็นแข้งคาตาลันที่แสดงตัวชัดเจนมากในเรื่องการเมือง เขาปรารถนาให้บ้านเกิดของตนเป็นอิสระจากการปกครองของสเปน เปลี่ยนเป็นเหตุผลสำคัญที่ชอบโดนแฟนบอลชาวสเปนโห่ใส่ หรือตะโกนด่าอยู่เป็นประจำ ปัจจุบันเจ้าตัวได้ออกมาระบุชัดว่าพร้อมจะรีไทร์การรับใช้ทีมชาติสเปน หากจุดเยือนทางการเมืองของเขาสร้างปัญหาภายในแคมป์ “กระทิงดุ” ด้วยคุณลักษณะที่เปิดเผยความรักใน “คาตาลัน” แบบสุดโต่ง ทำให้ ปิเก้ ดีที่สุดกับตำแหน่งกัปตันทีมของทัพคาตาลัน 
เซ็นเตอร์แบ็ค
มาร์ค บาร์ตร้า (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์) อีกหนึ่งลูกหม้อของ บาร์เซโลน่า แม้จะแจ้งเกิดเป็นกำลังสำคัญของทีมไม่สำเร็จตลอดระยะเวลาที่อยู่กับทีม แต่เจ้าตัวก็ซิวแชมป์ ลา ลีกา กับทัพ “ต่างดาว” ได้ถึง 5 สมัย ปัจจุบันค้าแข้งในบุนเดสลีก้ากับ “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จุดขายของแข้งรายนี้คือ เข้าปะทะได้ยอดเยี่ยม ดวลลูกกลางอากาศได้กล้าแกร่ง ทั้งผ่านประสบการณ์ระดับชาติกับ คาตาโลเนีย ไปแล้ว 5 แมตช์อีกด้วย 
แบ็คซ้าย
ฆอร์ดี้ อัลบ้า (บาร์เซโลน่า)   อัลบ้า คือผลผลิตสายตรงจากอะคาเดมี่ของ บาร์เซโลน่า แต่ไปแจ้งเกิดดังเป็นพลุแตกกับ “ไอ้ค้างคาว” บาเลนเซีย ก่อนจะถูก บาร์ซ่า ซิวตัวกลับมาร่วมทีมอีกรอบ โดยสถาปนาตัวเองเป็นแกนหลักของทีมได้ตลอดมา ข้อดีคือพละกำลังมหาศาลวิ่งไม่มีหมด เติมเกมรุกได้ยอดเยี่ยม ป้องกันในเกมรับได้แน่นปึ๊ก ซึ่งเจ้าตัวติดทีมชาติสเปนชุดใหญ่ไปแล้วถึง 55 นัด นอกจากนี้ยังเคยรับใช้ คาตาโลเนีย ไปแล้วอีก 5 นัด ถือว่าในระดับเวที ลา ลีกา ตำแหน่งแบ็คซ้ายแถวหน้าต้องมีชื่อ ฆอร์ดี้ อัลบ้า อย่างแน่ๆ  ดูบอลออนไลน์

ufa1688  

ประวัติ แบร็ด โจนส์

โอกาสมาแล้ว! โจนส์เฝ้าเสายาวหลัง "บีร็อด" ดร็อปมิโญเล่ต์นั่งสำรอง

          แบร็ด โจนส์ นายทวารมือสองของ หงส์แดง ได้รับโอกาสทองฝังเพชร เมื่อกุนซือใหญ่ของทีม เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ตัดสินใจสั่งดร็อป ซิมง มิโญเล่ต์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งที่ฟอร์มตกจนเป็นบ่อให้ทีมไม่สามารถรักษาแต้มสำคัญในหลายเกมได้

          ร็อดเจอร์ส บิ๊กบอสชาวไอร์แลนด์เหนือตัดสินใจส่ง โจนส์ ลงเฝ้าเสาเป็นเกมแรกในรายการ ลีก คัพ ที่เปิดบ้านเฉือน สวอนซี ซิตี้ 2-1 ต่อมาในเกมลีกที่พ่ายให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-3 และบอลถ้วย ลีก คัพ ที่บุกชนะ บอร์นมัธ 3-1 ก่อนจะลงเล่นในเกมลีกปัจจุบันที่เสมอ อาร์เซน่อล สุดมันส์ 2-2

          อย่างไรก็ดี กุนซือสมองเพชรยังไม่มีกำหนดการสั่งเลิกดร็อป ซิมง มิโญเล่ต์ กลับมาเป็นมือหนึ่งของทีม และทำให้ โจนส์ จะได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ชื่อเต็ม : แบร็ดลี่ย์ "แบร็ด" โจนส์
วันเกิด : 19 มีนาคม 1982
เกิดที่ : อาร์มาเดล, ออสเตรเลีย
สัญชาติ : ออสเตรเลีย
ส่วนสูง : 191 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู

ประวัติส่วนตัว

          แบร็ด โจนส์ (19 มีนาคม 1982) ผู้รักษาประตูชาวออสซี่ เกิดที่เมือง อาร์มาเดล ทางตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย ก่อนที่เขาจะร่วมเป็นนักเตะเยาวชนของ เบย์สวอเตอร์ ซิตี้ เอสซี

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

มิดเดิ้ลสโบรช์ (1999-2010)

          แบร็ด โจนส์ เซ็นสัญญาร่วมสโมสร มิดเดิ้ลสโบรช์ เพื่อให้ลงเล่นในSystemเยาวชน ก่อนที่จะได้รับการอัพเกรดสัญญาเป็นนักเตะอาชีพช่วงวันที่ 26 มีนาคม 1999 และลงสนามเป็นเกมแรกในเกม เอฟเอ คัพ รอบสาม พบกับ น็อตต์ เคาน์ตี้ ในปี 2004 ซึ่งต่อมาพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ ลีก คัพ ได้สำเร็จ

          เขาถูกปล่อยยืมไปหลาย ๆ สโมสร โดยในปี 2001-02 โจนส์ ลงเล่น 4 เกมให้กับทีมใน ไอร์แลนด์ อย่าง เชลบอร์น เอฟซี ซึ่งเขาได้เปิดตัวในลีกไอร์แลนด์เป็นนัดแรกตอนวันที่ 5 ตุลาคม พบกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง โบฮีเมี่ยนส์ ที่สนาม ดาลี่เม้าท์ ปาร์ค และเสียไปถึง 4 ประตู ในเกมที่เอาชนะไปได้ 6-4 ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นการเตะเปิดจากประตูของเขาด้วย

          ต่อมา โจนส์ ถูกเรียกไปช่วยทีม สต็อคพอร์ท เคาน์ตี้ และ แบล็คพูล ก่อนจะกลับมาสู่อ้อมอกของ มิดเดิ้ลสโบรช์ อีกรอบในฤดู 2005-06 ซึ่งเขาสามารถเซฟลูกจุดโทษของ รุด ฟาน นิสเตลรอย ในเกมที่เสมอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-0

          โดยในเดือน สิงหาคม 2006 เขาถูกยืมตัวไปเล่นให้กับทีม เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ในช่วงระยะสั้น 3 เดือน และสามารถช่วยทีมเซฟจุดโทษได้สองเกมติดกับ พลีมัธ อาร์ไกล์ และ ลีดส์ ยูไนเต็ด

          จากการที่ มาร์ค ชวาร์เซอร์ ย้ายออกจากทีมไปเล่นให้กับสโมสร ฟูแล่ม ทำให้เขาได้ขึ้นเป็นมือหนึ่งของทีมแทน ซึ่งเขาอยู่ในทีมที่ตกชั้นในฤดู 2009-10 อีกด้วย

หงส์แดง (2010-ปัจจุบัน)

          ช่วงวันที่ 17 สิงหาคม 2010 โจนส์ ตบเท้าร่วมทัพ หงส์แดง ด้วยค่าตัว 2.3 ล้านปอนด์ (ประมาณ 118 ล้านบาท) ซึ่งเขาได้ลงทะเบียนนักเตะในฐานะแข้ง "โฮม-โกรน" ตามกฎใหม่ที่ได้ตั้งขึ้นในพรีเมียร์ลีก ในวันที่ 19 สิงหาคม เขามีโอกาสได้นั่งชมเพื่อให้นร่วมทีมลงเตะในเกม ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบเพลย์-อ๊อฟ เลกแรก ที่สนาม แอนฟิลด์

          โจนส์ ได้รับโอกาสลงสนามเป็นนัดแรกแบบไม่เป็นทางการในเกม เทสติโมเนียล ของ เจมี่ คาร์ราเกอร์ พบกับ เอฟเวอร์ตัน XI หลังจากนั้น เขาก็ลงสนามเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเกม ลีก คัพ รอบสาม พบกับ นอร์ทแฮมป์ตัน ทาวน์ ช่วงวันที่ 23 กันยายน 2010 ซึ่งผลจบลงด้วยการเสมอกันไป 2-2 และเป็น หงส์แดง ที่พ่ายจากการดวลจุดโทษ

          เกมที่สองในสีเสื้อของ "หงส์แดง" เกิดขึ้นตอนวันที่ 15 ตุลาคม 2010 ในเกม ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก พบกับ อูเทร็ชต์ และเป็นเกมแรกที่สามารถรักษาคลีนชีตได้อีกด้วย แต่น่าเสียดายที่เกมนี้จะเป็นนัดสุดท้ายของเขาในฤดู 2010-11

          หลังจบเดือน มีนาคม เขาได้ถูกยืมตัวไปเล่นให้กับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ยาวหนึ่งฤดูในปี 2010-11 และลงสนามเป็นเกมแรกในแมตช์ที่พ่ายให้กับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ 1-4 และเสียไปถึง 16 ประตูจาก 7 เกมที่ลงเฝ้าเสาให้กับ "แกะเขาเหล็ก" ซึ่งหลังจบฤดู เขาถูกส่งตัวกลับ หงส์แดง ในทันที

          เขากลับมาสู่ทัพ "เครื่องจักรสีแดง" อีกรอบ และลงสนามในเกมพรีเมียร์ลีกนัดแรกกับ หงส์แดง ในวันที่ 10 เมษายน 2012 ซึ่งเป็นเกมที่เอาชนะ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส 3-2 โดยเขาลงสนามมาเป็นผู้เล่นสำรองในนาทีที่ 26 ภายหลังที่ โดนี่ ถูกไล่ออกจาสนามจากการทำฟาวล์ จูเนียร์ ฮอยเล็ตต์ ในกรอบจุดโทษ และเป็น โจนส์ ที่สวมบทฮีโร่ ช่วยเซฟลูกโทษได้

          โจนส์ ได้รับโอกาสลงสนามเป็นเกมแรกในฤดู 2012-13 ในเกม ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบคัดเลือกพบกับ โกเมล ตอนวันที่ 2 สิงหาคม และก็เป็นทางฝั่ง หงส์แดง ที่เอาชนะไปได้ 1-0 หลังจากนั้นในวันที่ 20 กันยายน เขาลงเฝ้าเสาอีกรอบในเกมที่เอาชนะ ยัง บอยส์ 5-2 ในศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ก่อนที่จะกลับมาลงช่วยทีมในเกม ลีก คัพ ในเกมที่คว้าชัยเหนือ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 2-1 ในวันที่ 26 กันยายน

          จากผลงานที่ยอดเยี่ยมของ โจนส์ ทำให้ทีมตัดสินใจมอบสัญญาฉบับใหม่ให้กับเขาในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน เขาลงเฝ้าเสาในเกมที่เอาชนะ นอริช ซิตี้ 5-0 ในรายการพรีเมียร์ลีกและเป็นการเก็บคลีนชีตได้อีกด้วย โดยผลงานทั้งหมดตลอดซีซั่น 2012-13 เขาลงสนามไปทั้งสิ้น 15 ครั้ง เสียไป 21 ประตูและรักษาคลีนชีตได้ 4 เกม

          ในฤดูกาล 2013-14 แบร็ด โจนส์ ไม่ได้ลงสนามในลีกให้กับทีมเลยแม้แต่เกมเดียว แต่เขายังเป็นผู้รักษาประตูหมายเลขหนึ่งของทีมในการลงเล่นในศึก เอฟเอ คัพ ก่อนที่จะพ่าย อาร์เซน่อล สองเกมรวดตกรอบห้าไปในที่สุด

          เมื่อในวันที่ 14 ธันวาคม 2014 โจนส์ ออกสตาร์ทเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริงในเกมที่พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แทนที่ของ ซิมง มิโญเล่ต์ ที่โชว์ฟอร์มไม่ดีตลอดหลายเดือนในช่วงหลัง ซึ่งผลการแข่งขันจบลงด้วยความพ่ายแพ้ 0-3 โดยมีนักวิเคราะห์บางคนให้เหตุผลว่าเขามีส่วนกับสองประตูที่เสียอีกด้วย

การลงเล่นในให้กับทีมชาติ

          โจนส์ ถูกเรียกติดทีมชาติออสเตรเลียชุดใหญ่ ช่วงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2007 แทนที่ของ มาร์ค ชวาร์เซอร์ ในเกมกระชับมิตร ซึ่งการออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเกมแรกให้กับขุนพลแดนจิงโจ้ เกิดขึ้นในเกมที่พบกับ อุุรุกวัย ตอนวันที่ 2 มิถุนายน 2007 นอกจากนี้เขายังมีส่วนร่วมกับทัวร์นาเม้นต์ เอเอฟซี เอเชี่ยน คัพ 2007 ซึ่งว่าเขาไม่ได้ลงสนามเลยแม้แต่เกมเดียว

          เขามีชื่ออยู่ใน 23 แข้งสุดท้ายของทีมชาติ ออสเตรเลีย ไปลุยศึกบอลโลก 2010 แต่เขาโชคร้าย เมื่อต้องขอถอนตัวออกจากทีมกลางคัน เมื่อทราบข่าวว่าลูกชายของเขาป่วยเป็นโรคลูคีเมีย และนั่นทำให้เขาไม่ได้กลับไปร่วมการแข่งขันอีกเลย

ความสำเร็จในระดับสโมสร

แบล็คพูล

– แชมป์ ลีก โทรฟี่ : 2003-04

ufa1688

ประวัติ เอแดร์ มาร์ตินส์

sport-idol.com
Home ประวัตินักกีฬา ประวัตินักเตะ เอแดร์ มาร์ตินส์
ประวัติ เอแดร์ มาร์ตินส์
 Eaw11 |  29/03/2017 14:35 น. |  142 Views
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins

ชื่อเต็ม : เอแดร์ มาร์ตินส์
วันเกิด : 15 พฤศจิกายน 1986
สถานที่เกิด : เลาโร่ มุลเลอร์, ประเทศบราซิล
สัญชาติ : อิตาลี
ส่วนสูง : 179 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า / ปีก
สโมสรปัจจุบัน : อินเตอร์ มิลาน

ประวัติส่วนตัว

          เอแดร์ ซิตาดิน มาร์ตินส์ (เกิด 15 พฤศจิกายน 1986) หรือเรียกสั้นๆ ว่า "เอแดร์" นักเตะอาชีพตำแหน่งศูนย์หน้าของสโมสร อินเตอร์ มิลาน และทีมชาติอิตาลี เขาเริ่มค้าแข้งกับทีม คริคูม่า ในประเทศบราซิล ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับ เอ็มโปลี สโมสรแดนมักกะโรนีในเดือนมกราคม 2006

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

          เขาเกิดที่เมืองเลาโร่ มุลเลอร์, รัฐซานต้า คาตาริน่า และเริ่มการค้าแข้งอาชีพที่ คาตาริเนนเซ่ คลับ คริคูม่า เอสปอร์เต้ คลูเบ้ ในวัย 19 ปี ก่อนจะเซ็นสัญญากับสโมสรจากอิตาลีอย่าง เอ็มโปลี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins Criciuma

โฟรซิโนเน่

          เอแดร์ ย้ายไปร่วมทีม โฟรซิโนเน่ ด้วยสัญญาเจ้าของร่วม มูลค่า 600,000 ยูโร (ประมาณ 22.4 ล้านบาท) ในเดือนมิถุนายน 2008 และถูกยืมตัวไปเล่นในครึ่งฤดูหลังของ เซเรีย บี ซีซั่น 2007-08

กลับสู่ เอ็มโปลี

          เอ็มโปลี ซื้อตัว เอแดร์ กลับจาก โฟรซิโนเน่ ในเดือนมิถุนายน 2009 ด้วยค่าตัว 2.42 ล้านยูโร (ประมาณ 90 ล้านบาท) และสร้างความประทับใจในตำแหน่งศูนย์หน้า และเคยซัด 4 ประตูในเกมที่เอาชนะ ซาแลร์นิตาน่า 5-2 ตอนวันที่ 15 เมษายน 2010 ทำให้เขาจบ เซเรีย บี ฤดู 2009-10 ในฐานะดาวซัลโวสูงสุด 27 ประตู

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins empoli

ยืมตัวไป เบรสชา

          ในวันที่ 20 สิงหาคม 2010 เอแดร์ เซ็นสัญญา 1+4 ปี กับทีมน้องใหม่ เซเรีย อา อย่าง เบรสช่า นั่นหมายความว่าเขาจะย้ายไปร่วม เบรสชา ในฐานะนักเตะยืมตัวสำหรับปีแรก และต่อมาเปิดเผยค่ายืมอยู่ที่ 1.8 ล้านยูโร (ประมาณ 67.2 ล้านบาท) ซึ่งเขาลงสนามไปทั้งสิ้น 35 เกมในลีกและยิงประตูทั้งสิ้น 6 ลูก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins brescia

ยืมตัวไป เชเซน่า

          ช่วงวันที่ 13 กรกฎาคม 2011 เขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม เชเซน่า ในสัญญายืมตัวชั่วคราวมูลค่า 2.2 ล้านยูโร (ประมาณ 82.2 ล้านบาท) และลงสนามช่วยทีมไปทั้งสิ้น 17 เกม แต่ซัดได้เพียง 2 ประตูเท่านั้น

ซามพ์โดเรีย

          ในวันที่ 24 มกราคม 2012 เอแดร์ ตบเท้าร่วมทีม ซามพ์โดเรีย ในสัญญายืมตัวมูลค่า 1.1 ล้านยูโร (ประมาณ 41.1 ล้านบาท) จากสโมสร เชเซน่า โดยเขาสามารถเปิดฉากสกอร์แรกกับทีมในแมตช์ที่เสมอกับ วิเชนซ่า 1-1 ตอนวันที่ 21 เมษายน 2012

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins sampdoria

          จนกระทั่งวันที่ 3 กรกฎาคม 2012 ทางสโมสร ซามพ์โดเรีย ตัดสินใจเซ็นเผ่านาร่วมทีมแบบเต็มตัวด้วยระยะสัญญายาวนานทั้งสิ้น 5 ปี โดยบวกเข้าไปอีก 3 ล้านยูโร (ประมาณ 112.1 ล้านบาท) ทำให้ดีลของเขาจบลงที่ 4.1 ล้านยูโร (ประมาณ 153.2 ล้านบาท) ในขณะที่ เอ็มโปลี สโมสรที่ปั้นเขามาจะได้รับเงินทั้งสิ้น 7 ล้านยูโร (ประมาณ 261.6 ล้านบาท) จากปี 2010 ถึง 2012

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins sampdoria

          เอแดร์ ลงสนามช่วยทีมไปทั้งหมด 112 เกมลีกในฐานะนักเตะของสโมสร และซัดไปเน้นๆ 40 ประตูตลอด 4 ฤดู (2012-2016)

อินเตอร์ มิลาน

          ตอนวันที่ 29 มกราคม 2016 เอแดร์ ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม อินเตอร์ มิลาน ด้วยสัญญายีมตัวหนึ่งปีครึ่งมูลค่า 1.2 ล้านยูโร (ประมาณ 44.8 ล้านบาท) พ่วงเงื่อนไขสามารถปรับเปลี่ยนเป็นสัญญาถาวรได้ในอนาคต แต่ทว่าเขาได้รับการต่อสัญญามากขึ้นจนถึงปี 2020 และรับค่าเหนื่อยประมาณ ปีละ 1.5 ล้านยูโร (ประมาณ 56 ล้านบาท) โดยจะใส่เสื้อหมายเลข 23

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins inter milan

          เขาลงสนามเปิดฉากสีเสื้อใหม่ช่วงวันที่ 31 มกราคม 2016 ในแมตช์ที่แพ้ เอซี มิลาน 0-3 จนกระทั่งอีกหนึ่งปีต่อมา (28 มกราคม 2017) เขาสามารถทำประตูฉลองลงสนามครบ 200 นัดในศึก กัลโช่ เซเรีย อา จากเกมที่เปิดรังถล่ม เปสคาร่า 3-0

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เกียรติประวัติส่วนตัว

– ดาวซัลโวสูงสุด : กัลโช่ เซเรีย บี ฤดู 2009-10 (27 ประตู)

ufa1688

 

เอ็มเร่ ชาน

ชื่อเต็ม : เอ็มเร่ ชาน
วันเกิด : 12 มกราคม 1994
สถานที่เกิด : แฟรงค์เฟิร์ต, ประเทศเยอรมัน
สัญชาติ : เยอรมัน
ส่วนสูง : 184 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลาง / กองหลัง
สโมสรปัจจุบัน : ลิเวอร์พูล

ประวัติส่วนตัว

          เอ็มเร่ ชาน (เกิด 12 มกราคม 1994) นักฟุตบอลมืออาชีพชาวเยอรมัน ที่สามารถเล่นในทั้งตำแหน่งกองกลางและกองหลัง ปัจจุบันสังกัดสโมสรลิเวอร์พูลในศึกพรีเมียร์ลีกและทีมชาติเยอรมัน เข้าเริ่มต้นการค้าแข้งกับยอดทีมอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ก่อนจะย้ายไปแจ้งเกิดเต็มตัวกับ เลเวอร์คูเซ่น ในปี 2013

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

          ชาน เกิดในปี 1994 โดยครอบครัวชาวตุรกีที่อาศัยอยู่ในแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมัน เขาเข้าร่วมฝึกฝนกับ SV เบลา-เกลบ์ ตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ จนกระทั่งในปี 2006 จึงได้ย้ายไปเก็บตัวในอคาเดมี่ของ ไอน์ทรัคต์ แฟรงค์เฟิร์ต ก่อนจะตัดสินใจเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับทางด้าน บาเยิร์น มิวนิค ในปี 2009

บาเยิร์น มิวนิค

          ชาน เคยเล่นให้กับ บาเยิร์น มิวนิค ทู ในลีก เรจิโอนาลิก้า บาเยิร์น และได้รับโอกาสลงสนามกับชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเกม เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ 2012 และลงสนามในศึกบุนเดสลีก้าครั้งแรกพบกับทางด้านของ เนิร์นแบร์ก เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2013 ก่อนจะซัดประตูแรกให้กับ "เสือใต้" ในเกมที่เปิดรังเอาชนะ ไฟร์บวร์ก 1-0 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2013

 

เลเวอร์คูเซ่น

          ในวันที่ 2 สิงหาคม 2013 ชาน ย้ายไปร่วมทัพกับ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยสัญญาระยะยาวร่วม 4 ปี และลงสนามเปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2013 ในฐานะตัวสำรองแทนที่ของ สเตฟาน ไรนาร์ตซ์ ในนาทีที่ 80 แต่ทีมต้องพ่ายให้กับ ชาลเก้ 0-2 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม เขาสามารถประเดิมสกอร์แรกได้ด้วยการพาทีมช่วยเอาชนะ เอ๊าก์สบวร์ก 2-1

 

          ชาน ลงเล่นจนจบซีซั่นด้วยการยิงประตูไปทั้งสิ้น 4 ลูกและทำได้อีก 4 แอสซิสต์ ซึ่งผลงานอันโดดเด่นนี้ ทำให้ยักษ์ใหญ่แห่งพรีเมียร์ลีกอย่าง ลิเวอร์พูล ให้ความสนใจที่จะดึงเขามาร่วมเล่นด้วย

 

ลิเวอร์พูล

          เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2014 มีรายงานจากทาง เลเวอร์คูเซ่น เผยว่า ชาน กำลังจะย้ายไปเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 9.75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 437 ล้านบาท) ภายใต้การทำทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ซึ่งเขาได้ย้ายไปอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 กรกฎาคม 2014

 

ฤดูกาล 2014-15

          ในวันที่ 19 ตุลาคม 2014 เขาได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงให้กับ "หงส์แดง" ในเกมที่เอาชนะ ควีนส์ ปาร์ค แรนเจอร์ส 3-2 ซึ่งหลังจากนั้นเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ชาน ได้เปิดซิงยิงไกลสุดสวยผ่านมือของ ธืโบต์ กูร์ตัวร์ ในเกมที่พบกับ เชลซี ก่อนจะพ่ายไปท้ายที่สุด 1-2

ฤดูกาล 2015-16

          ชาน สามารถประเดิมสกอร์แรกในฤดูกาล 2015-16 ในศึก ยูโรป้า ลีก ที่พบกับ รูบิน คาซาน ซึ่งถือเป็นสกอร์แรกหลังจากที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามารับงานกุนซือ

          เขาถูกปรับให้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางอีกครั้ง หลังโดนโยกไปเล่นเกมรับในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟกับฟูลแบ็คในยุคของ "บีร็อด" ซึ่งทำให้เขารู้สึกยกย่องในตัวของ คล็อปป์ มาก และนั่นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในบทบาทใหม่ของแดนกลาง "หงส์แดง"

 

ฤดูกาล 2016-17

          เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2016 เขาลงสนามประเดิมพรีเมียร์ลีกซีซั่นใหม่ ในเกมที่เอาชนะ อาร์เซน่อล 4-3 คาสนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม โดยหลังจากนั้นเขาสามารถยิงสองประตูติดต่อกันสองเกมรวดในช่วงสิ้นเดือนตุลาคมและต้นเดือนพฤศจิกายน (คริสตัล พาเลซ, วัตฟอร์ด)

 

          ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2017 ชาน สามารถทำประตูสุดสวยด้วยการกระโดดจักรยานอากาศ สานต่อลูกเปิดของคู่หู ลูคัส เลว่า ช่วยให้ทีมเอาชนะ วัตฟอร์ด 1-0 รั้งอันดับสามในตารางอย่างเหนียวแน่น

เกียรติประวัติ

สโมสร

บาเยิร์น มิวนิค

– แชมป์ บุนเดสลีก้า : 2012-13
– แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล : 2012-13
– แชมป์ เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ : 2012
– แชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก : 2012-13

ส่วนตัว

– ผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสโมสร ลิเวอร์พูล : 2015-16
– ทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของ ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก : 2015-16