พีระพงษ์โชว์เซฟ! พลังเพลิงเผาแมวที่โคราช 1-0

การแข่งขันบอลโตโยต้า ไทยลีก 2019 นัดที่ 16  ufa1688   นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เปิดบ้านพบ พีทีที ระยอง เอฟซี

เจ้าบ้านสวาทแคท ผลงานยังไม่คงเส้นคงวาเท่าไหร่หลัง 5 นัดหลังสุด ชนะเพียง 2 เกม และปัจจุบันพึ่งจะบุกไปแพ้ สุโขทัย เอฟซี 0-1

ส่วน ทีมเยือน พลังเพลิง 5 นัดหลังสุด ชนะเพียง 2 เกมเช่นเดียวกัน ปัจจุบันเปิดบ้านแพ้ ทรูแบงค็อก ยูไนเต็ด 1-4 โดยเกมนี้ส่ง เดนนิส มูริลโล ศูนย์หน้าตัวเก่งที่กลับมาร่วมทีมอีกทีออกสตาร์ทเป็น 11 คนแรก

เริ่มเกมผ่านมานาทีที่ 18 เลอันโดร อัสซัมเซา ส่งบอลให้ อมาดู อ็อตตารา ลากสุดเส้นหลังก่อนจ่ายตัดจ่ายตัดเข้ากลางประตู พุทธินัน พุกหอม แนวรับ พีทีทีฯ ตามมาบล็อกไว้ได้ แต่ไปเข้าทางของ เอกณัฏฐ์ คงเกตุ ที่ยิงซ้ำ แต่ผู้เล่น พลังเพลิง ยังช่วยสกัดออกไป
นาทีที่ 36 เจ้าบ้านได้ลุ้นอีกรอบ เมื่อ เฮนรี ดุมเบีย ได้หลุดเดี่ยวเข้าไปยิง แต่ พีระพงษ์ เรืองนินทร์ นายด่าน พีทีทีฯ ยังเซฟไว้ได้

นาทีที่ 45+2 ช่วงท้ายครึ่งแรกยังคงเป็น นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เป็นข้างครองเกมบุกได้มากกว่า เฮนรี ดุมเบีย จ่ายบอลทะลุช่องมาให้ นฤพล อารมณ์สวะ หลุดเข้าจุดโทษ แต่ สุทธินัน พุกหอม ยังตามสกัดบอลไว้ได้ทันหวุดหวิด และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 0-0

กลับมาเริ่มเกมช่วงหลังนาทีที่ 60 โคราช หวิดได้ประตูขึ้นนำเมื่อ เลอันโดน อัสซัมเซา แตะหลบแนวรับ ระยอง ก่อนปั้นด้วยขวาโค้งชนเสาบอลยังไม่พ้นอันตราย เบอร์นาร์ด เฮนรี ได้ซ้ำยังไปติดขา พีระพงษ์ เรืองนินทร์

นาทีที่ 69 ระยอง มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 เมื่อ อนาวิน จูจีน ได้บอลหลุดเข้าไปในกรอบจุดโทษก่อนตวัดย้อนหลังให้ พรปรีชา จารุนัย แตะหลบแนวรับ โคราช ซัดเต็มข้อเข้าประตูไป

เวลาที่เหลือไม่มีสกอร์เพิ่มเติมเป็น พีทีที ระยอง บุกมาชนะ โคราช 1-0

รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม

นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี : แซมมวล ป. คันนิงแฮม(GK) – เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว , เดชา สร้างดี , เอกณัฏฐ์ คงเกตุ , อี วุน แจ – นฤพล อารมณ์สวะ (มาร์ค ฮาร์ทมันน์ น.60), นฤพล ไวลด์ , กฤษดา เหมวิพัฒน์ , อมาดู อ็อตตารา – เลอันโดร อัสซัมเซา , เบอร์นาร์ด เฮนรี

พีทีที ระยอง เอฟซี : พีระพงษ์ เรืองนินทร์(GK) – ศรายุทธ สมพิมพ์(น.46 จุน ฮุน) , วิคเตอร์ จูเนียร์ , กรวิทย์ นามวิเศษ , สุทธินัน พุกหอม – สหรัฐ กันยะโรจน์ , พรปรีชา จารุนัย , วิคเตอร์ อิคโบเนโฟ , อนาวิน จูจีน – เดนนิส มูริลโล , อภิวัฒน์ เพ็งประโคน

มิลอส เสียดายชวดชัย ทรูบียู, แจงเหตุไร้ชื่อ เฉลิมพงษ์

กุนซือสวาทแคทให้ความเห็นหลังเกมที่ สวาทแคท เสมอกับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด 2-2    ufa1688 
มิลอส โจซิค กุนซือ “สวาทแคท” นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เสียดายพลาดโอกาสเก็บ 3 คะแนนเต็มจากรัง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด แต่ชี้ควรพอกับการได้คะแนนจากทีมใหญ่ที่กำลังลุ้นแชมป์ พร้อมเผยเหตุไร้ชื่อ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ปราการหลังกัปตันทีม

สวาทแคทได้ เบอร์นาร์ด เฮนรี่ ทำคนเดียว 2 ประตู ออกนำก่อน 2-0 แต่มาพลาดเสียสองประตูรวดให้ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ช่วงท้ายเกม จบ 90 นาที เสมอ 2-2 เก็บได้เพียง 1 คะแนน ศึก โตโยต้า ไทยลีก ฤดู 2019 ที่ ทรู สเตเดี้ยม เมื่อ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

“ต้องยอมรับ เกมนี้เราเจอกับ แบงค็อก ยูไนเต็ด หนึ่งในทีมที่กำลังลุ้นแชมป์ลีก ซึ่งการได้หนึ่งคะแนนกลับออกมาจากสนามของแบงค็อก ยูไนเต็ด มันควรจะเป็นอะไรที่พอใจ” มิลอส เริ่มบทสัมภาษณ์หลังจบเกม

“แต่ช่วง 10 นาทีสุดท้าย เราเสียสองประตูในระยะเวลาใกล้ๆกัน อย่างลูกแรก เราปิดจังหวะเซตพีทไม่ได้ เรารู้ว่าเอเวอร์ตันเล่นลูกเซตพีทได้ดี นั่นจึงนำมาสู่การเสียประตู จากนั้นก็มาโดนตีเสมอ 2-2 มันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเช่ือที่เราต้องมาเจอกับอะไรแบบงี้”

“อย่างไรก็ตาม การเจอทีมอย่าง แบงค็อก ยูไนเต็ด เราก็สามารถเล่นเกมรับที่เหนียวแน่น และเราสร้างโอกาสทำประตูจากการโจมตีด้วยความเร็วของกองหน้า ทั้ง เฮนรี่ และ อัสซัมเซา ก็เป็นที่ถือว่าน่าพอใจเลย”

“สภาพการณ์ของทีมเราบนตารางคะแนน เราไม่ชนะมา 5 เกมแล้ว ทำให้กำลังใจต่างๆ ก็ดูเหมือนน้อยลงไปบ้าง ส่วนวันพุธนี้ที่เราจะกลับไปเล่นในบ้าน ก็ต้องพยายามกลับมาเก็บชัยชนะให้ได้ เพื่อให้กลับสู่เส้นทางของเราต่อไป”

“ต้องแสดงความยินดีทั้งสองทีม ที่ต่อสู้กันได้ดีเยี่ยม”

เมื่อถูกถามถึงการไม่มีชื่อของ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว กองหลังกัปตันทีม มิลอส เผยว่า “เขามีอาการบาดเจ็บรบกวน เราจึงไม่เสี่ยงส่งเขาลง เพราะอาจมีผลเสียในแมตช์ต่อไป แต่การที่เราขาดผู้เล่นตัวหลัก มันก็ไม่ใช่ข้ออ้าง ส่วนผู้เล่นที่สลับสับเปลี่ยนลงเล่น พวกเขาก็ทำงานกันได้ดี ถือว่ามีคุณภาพมากเลยทีเดียว”
หลังจบเกม ซัลบาดอร์ บาเลโร การ์เซีย เฮดโค้ชของทีม เผยว่า “การแข่งขันเกมแรกยากเสมอ เราไม่มีข้อมูลของ สปป.ลาว มากนัก แต่ทุกคนสู้ และช่วยกันเล่น จนสามารถพลิกสภาพการณ์ หลังจากโดนนำกลับมาชนะได้ในที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าพอใจมาก”

“ช่วงพักครึ่งผมได้บอกนักเตะว่าพยายามจ่ายบอลให้แม่นยำ และเมื่อมีโอกาสให้ยิงประตูทันที โดยเฉพาะ ซีโฟร์ (คคนะ คำยก) และเขาก็สามารถทำสองประตูในเกมนี้”

“คคนะ คำยก เขาเป็นนักเตะที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ เขาอยู่กับทีมมาปีกว่าแล้ว ซึ่งพัฒนาการของเขาดีมาก ผมมั่นใจว่าเขาจะพัฒนาตัวเองให้เป็นนักเตะที่ดียิ่งกว่านี้ได้”

“ผมไม่กลุ้มใจแม้จำเป็นที่จะต้องเล่นแบบวันเว้นวัน เพราะเรามีการเน้นเรื่องโภชนาการ อาหารการกิน และให้นักเตะพักอย่างเพียงพอ นอกจากนี้เรายังมีนักกายภาพความสามารถดี คอยฟื้นฟูสภาพร่างกายนักเตะ ให้มีความพร้อมสำหรับการแข่งขันทุกนัด”

บุรีรัมย์ตกบัลลังก์!เชียงรายอัดตราด3-1 ผงาดจ่าฝูง

กว่างโซ้งมหาภัย แซง ปราสาทสายฟ้า ขึ้นจ่าฝูงได้สำเร็จ ufa1688  เมื่อเปิดบ้านชนะ ตราด เอฟซี 3-1 ขณะที่เหลืออีก 4 นัดสุดท้าย
ศึกโตโยต้า ไทยลีก 2019 นัดที่ 26 เจ้าถิ่น สิงห์ เชียงรายฯ ชั้น 2 ของตาราง เปิดบ้านพบกับ ตราด เอฟซี ชั้น 8 ของตาราง โดยเกมนี้ กว่างโซ้งมหาภัย ขอเพียง 1 คะแนน จะแซง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ขึ้นเป็นจ่าฝูงทันที

นาทีที่ 17 ทีมเยือน ตราด เกือบได้ประตูขึ้นนำ จากจังหวะโต้กลับ ดิยุฟ บีรัม พาบอลขึ้นมา ก่อนเปิดเข้าจุดโทษ ลอนซานา ดุมบูยา ได้เทกตัวโขกเหน่งๆ แต่ อภิรักษ์ วรวงษ์ ยังปัดทิ้งไปได้

ต่อมา นาทีที่ 20 เจ้าถิ่น กว่างโซ้งมหาภัย ตอบโต้คืนบ้าง ศิวกรณ์ เตียตระกูล เปิดฟรีคิกเข้ากลาง ศราวุธ อินแป้น โขกเต็มศีรษะ แต่ก็ยังไม่ผ่านมือ ทศพร ศรีเรือง
เกมเปิดแลกกันสนุก นาทีที่ 32 ทีมเยือน ตราด พลาดได้ประตูขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย ลอนซานา ดุมบูยา แตะให้ การ์ฟา ดูโรซินมี ยิงด้วยซ้ายหน้าจุดโทษ บอลผ่านมือ อภิรักษ์ วรวงษ์ ไปแล้ว แต่ดันพุ่งชนเสาเด้งออกมา

กระทั่งนาทีที่ 41 เป็นเจ้าถิ่น กว่างโซ้งมหาภัย ขึ้นนำก่อน 1-0 วิลเลียม เอ็นริเก เปิดฟรีคิกเข้าจุดโทษ ผู้เล่นทีมเยือนสกัดมาไม่ดี เข้าทาง พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล ยิงสวนตูมเดียวเข้าไปอย่างสวยงาม

จบครึ่งแรก กว่างโซ้งมหาภัย เปิดบ้านขึ้นนำ ตราด 1-0

กลับสู่ช่วงหลัง นาทีที่ 55 กว่างโซ้งมหาภัย เกือบได้ประตูที่ 2 ศิวกรณ์ เตียตระกูล โยนเตะมุมเข้าจุดโทษ ชัยวัฒน์ บุราญ เทคตัวโขก บอลผ่านคานไปนิดเดียว

จากนั้น กว่างโซ้งมหาภัย ยังมีโอกาสได้ประตูที่ 2 หลายครั้ง แต่ทำไม่ได้ กระทั่งนาทีที่ 72 ตราด ตีเสมอ 1-1 ธัชนนท์ นคราวงศ์ หยอดบอลเข้าจุดโทษ ลอนซานา ดุมบูยา โขกเข้าไปอย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 82 กว่างโซ้งมหาภัย ขึ้นนำอีกที 2-1 ศิวกรณ์ เตียตระกูล เล่นเตะมุมสั้นมาที่ วิลเลียม เอ็นริเก แล้วเปิดเข้ากลาง บิลล์ โรซิมาร์ โหม่งจังหวะแรกติดเซฟ ทศพร ศรีเรือง ก่อนเป็น ปิยพล ผานิชกุล ยิงซ้ำเข้าไปง่ายๆ

เท่านั้นไม่พอนาทีที่ 87 กว่างโซ้งมหาภัย ทิ้งห่างเป็น 3-1 พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์ ครอสจากฝั่งขวาเข้ากลาง และเป็น อัครวินทร์ สวัสดี ขึ้นโขกเข้าไปอย่างเด็ดขาด

จบเกม สิงห์ เชียงรายฯ เปิดบ้านชนะ ตราด เอฟซี 3-1 แซง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ขึ้นไปเป็นจ่าฝูงได้สำเร็จ โดยนำ ปราสาทสายฟ้า 2 คะแนน ขณะที่เหลืออีก 4 นัด

11 ผู้เล่นตัวจริง

สิงห์ เชียงรายฯ : อภิรักษ์ วรวงษ์ (GK) – สุริยา สิงห์มุ้ย , บรินเนอร์ เอ็นริเก , ศราวุธ อินแป้น – ปิยพล ผานิชกุล (ใบเหลือง น.63) , อี ยอง แร (อัครวินทร์ สวัสดี น.81) , พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล , ศิวกรณ์ เตียตระกูล (พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์ น.84) , ชัยวัฒน์ บุราญ (เอกนิษฐ์ ปัญญา น.67) – บิลล์ โรซิมาร์ , วิลเลียม เอ็นริเก

ตราด เอฟซี : ทศพร ศรีเรือง (GK) – สุพจน์ วงษ์หอย , ไบฮัคกี ไคซาน (เฉลิมศักดิ์ แก้วสุขแก้ น.86) , นุกูลกิจ ครุฑใหญ่ , สถาพร แดงสี – ยูกิ บัมบะ , ธัชนนท์ นคราวงศ์ – ดิยุฟ บีรัม , วงศกร ชัยกุลเทวินทร์ , การ์ฟา ดูโรซินมี – ลอนซานา ดุมบูยา (ใบเหลือง น.29)

การพาทีมคัมแบ็คสู่ลีกสูงสุดและเหลือเพียงการยกถ้วยเท่านั้น
ดุสิต เฉลิมแสน หัวหน้าผู้ฝึกสอน บีจี ปทุม ยูไนเต็ด เปิดใจหลังพาต้นสังกัดเลื่อนชั้นกลับขึ้นไปสู่โตโยต้าไทยลีก ในฤดู 2020 และ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันทำงานอย่างหนัก

เดอะ แรบบิท พึ่งถล่ม ลำปาง 7-1 เก็บ 3 คะแนน มีเพิ่มเป็น 67 แต้ม การันตีเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดเป็นทีมแรกโดยขอเพียงเก็บชัยชนะต่อ ราชนาวี ในนัดถัดไปก็จะคว้าแชมป์M-150 แชมเปี้ยนชิพ ทันที

“ก่อนช่วงพักเบรคเราก็ได้คุยกันแล้วว่าการสร้างสรรค์เกมรุกเราหายไปเยอะ แต่ในเกมนี้สิ่งที่เราต้องแก้ไขมันก็เกิดขึ้น” โค้ชโอ่งกล่าว

“ต้องขอบคุณน้องๆที่ให้ความร่วมมือ ไม่ใช่เฉพาะทีมเวิร์คอย่างเดียว ตัวบุคคลด้วย อย่าง โจนาธาน เฮส ที่เขาทำได้ดีในเกมนี้ ซึ่งมันทำให้สภาวะตอนนี้ดูผ่อนคลาย และปลดปล่อยโดยวันนี้เราได้ 3 คะแนน”

“เราเลื่อนชั้น ผลที่ออกมาก็แฮปปี้ ก่อนอื่นเลยต้องขอบคุณท่านประธานสโมสรที่ให้ผมได้มาร่วมงาน ขอบคุณเพื่อให้นง้วน (สุรชัย จตุรประเสริฐพงศ์) ซึ่งเป็นคนติดต่อชวนมาทำ”

“ตอนนี้ต้องขอบคุณเยอะหน่อยทั้ง สตาฟฟ์ทุกคนทั้ง พี่อ่ำ (อำนาจ แก้วเขียว) พี่บอย (ศุภชัย คมศิลป์) ทีมกายภาพ ที่ช่วยกันทำงานจนประสบความสำเร็จ”

“ขอบคุณนักเตะที่ทำงานหนักมาโดยตลอด บ้างก็ดี บางทีก็ผิดหวังบ้าง สุดท้ายก็คือแฟนบอล ที่ให้กำลังใจนักบอลมาโดยตลอดทั้งนอกบ้าน ในบ้าน ส่วนตัวผมก็ทำได้ตามเป้าหมายแล้ว”

“ค่อนบ้างสบายใจ พาทีมเลื่อนชั้นเร็ว ส่วนเรื่องแชมป์อาจจะตามมาช้าหน่อยแต่คงไม่นาน ซึ่งในเกมหน้าเรารับราชนาวี ไม่น่าจะมีพลิกแพลงอะไร เราน่าจะได้ฉลองโทรฟี่ด้วยกัน”

“พาทีมเลื่อนชั้น บีจี เป็นทีมที่ 3 แต่ไม่เคยได้แชมป์เลย ทำการท่าเรือขึ้น ตราดขึ้น แต่ก็ได้เพียงชั้น 2 แค่คราวนี้ก็อยากยกถ้วยบ้างเพื่อให้เป็นเกียรติประวัติของตน”

สำหรับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ตกชั้นจากโตโยต้า ไทยลีก เมื่อฤดูที่ผ่านมา ก่อนจะใช้เวลาเพียง 1 ปี ในการกลับไปโลดแล่นอีกรอบ

อุ่นสวย! ฟ็อกซ์ ฮันท์ บุกอัด U17 นครสวรรค์ 2-0

แข้งเยาวชนฟ็อกซ์ ฮันท์ บุกไปมีชัย นครสวรรค์ U17 ได้ถึงถิ่นในเกมอุ่นเครื่อง  ufa1688 

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2562 ณ สนามกีฬาจังหวัดนครสวรรค์ แข้งเยาวชนฟ็อกซ์ ฮันท์ ลงเล่นเกมอุ่นเครื่องแมตช์แรกกับ นครสวรรค์ U17

โดยเกมนี้ สตีฟ ฮีลี่ย์ หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟ็อกซ์ ฮันท์ จัดตัวผู้เล่นมาในระบบ 4-3-3 ส่ง คณพศ กาดี ลงเฝ้าเสาเป็นตัวจริง แผงกองหลังมี ภานุพงศ์ ฟูแสง, บริบูรณ์ น้อยศรี, จิรภักดิ์ สารดี, ธนธรณ์ น้ำจันทร์ ส่วนห้องเครื่องแดนกลางสามคนมี ภานุพงศ์ ฟูแสง, บริบูรณ์ น้อยศรี, จิรภักดิ์ สารดี, ธนธรณ์ น้ำจันทร์ และผู้เล่นในแนวรุกมี มะราปี วานิ, นิพิฐพนธ์ วงค์ปัญญา, ชินวัตร ชีมุล

ฟ็อกซ์ ฮันท์ มาในชุดสีน้ำเงิน และ นครสวรรค์ มาในชุดสีขาว โดยทางด้านทีมเยือนเป็นฝ่ายเขี่ยลูกเริ่มเล่น ทางด้านฟ็อกซ์ ฮันท์ มีโอกาสยิงทักทายก่อนจากลูกยิงไกลของ วรโชติ เรืองรำหัส

นาทีที่ 3 ธวัชชัย โอชารส ได้จังหวะยิงไกลในระยะกว่า 25 หลา แต่ผู้รักษาประตูนครสวรรค์ โชว์เซฟปัดบอลทิ้งออกไป ฟ็อกซ์ ฮันท์ ได้เพียงลูกเตะมุม

นาทีที่ 5 ชินวัตร ชีมุล ตัดบอลในแดนกลางพาขึ้นไปยิงติดบล็อก บอลกระดอนมาเข้าทางตอกส้นไปให้กับ พิรชัช กุลลประภา

นาทีที่ 20 ชินวัตร ชีมุล ถูกทำฟาวล์หน้ากรอบเขตโทษ และเป็น วรโชติ เรืองรำหัส รับหน้าที่ยิงฟรีคิก

Goal!!!!! นาทีที่ 24 ฟ็อกซ์ ฮันท์ ตัดบอลได้จากแดนกลางบอลมาถึง มะราปี วานิ แตะหลบผู้เล่นนครสวรค์ก่อนจ่ายคิลเลอร์พาสให้กับ ธวัชชัย โอชารส หลุดเข้าไปบอลตุงตาข่ายนำทีมเยือนขึ้นนำไปก่อน 0-1

นาทีที่ 30 นครสวรรค์ พาบอลบุกขึ้นมามีโอกาสเข้ามาในกรอบเขตโทษแต่ทางด้าน คณพศ กาดี ออกมาตัดบอลรับเข้ามือได้ทัน

นาทีที่ 34 ฟ็อกซ์ ฮันท์ เปิดเกมรุกขึ้นมาอีกครั้งทางฝั่งขวาก่อนปาดบอลเข้าไปตรงกลางบอลไหลมาถึง นิพิฐพนธ์ วงค์ปัญญา ยิงไปติดบล็อกได้เพียงลูดเตะมุมเท่านั้น

ช่วงทดเวลาเดี้ยงในครึ่งเวลาแรก ธนธรณ์ น้ำจันทร์ บรรจงเปิดบอลไปให้ พิรชัช กุลลประภา ได้โขกเต็มๆ แต่บอลหลุดเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย และหมดครึ่งเวลาแรก ฟ็อกซ์ ฮันท์ นำไปก่อน 0-1

ในช่วงครึ่งเวลาหลัง ฟ็อกซ์ ฮันท์ เปลี่ยนตัวผู้เล่นยกชุดโดยส่ง ธนโชติ เนตรอินทร์ (GK), วรากร เขตสมุทร, ณัฐพงษ์ จันทะวงษ์, ฟาฮัจญ์ หมัดหีม, ณพนันท์ ทิพย์อักษร, ศิริมงคล รัตนภูมิ, เสกสรรค์ ราตรี, ธนธรณ์ น้ำจันทร์, อภิวัฒน์ ไพรสน, ทักษดนัย ใจหาญ, ภูเก็ต เฟื่องคร ลงสนาม

นาทีที่ 50 ฟ็อกซ์ ฮันท์ มีโอกาสลุ้นประตูอีกครั้ง จากการหลุดขึ้นมาของ อภิวัฒน์ ไพรสน และจ่ายบอลต่อไปให้ ภูเก็ต เฟื่องคร ได้ไม่ถึงบอลไหลไปเข้ามือของผู้รักษาประตูนครสวรรค์

Goal!!!!! นาทีที่ 56 ฟ็อกซ์ ฮันท์ มาได้ประตูที่ 2  จากจังหวะที่ อภิวัฒน์ ไพรสน เปิดบอลไปให้กับ ทักษดนัย ใจหาญ ได้โหม่งแต่บอลไปชนสามเหลี่ยมเด้งออกมาเข้าทาง ภูเก็ต เฟื่องคร โขกจ่อๆ ยิงให้จ่าฝูงห่างเป็น 0-2

นาทีที่ 61 นครสวรรค์ เกือบได้ประตูตีไข่แตก จากจังหวะที่แนวรับของฟ็อกซ์ ฮันท์ สื่อสารผิดพลาดจนทำให้กองหน้ามีโอกาสยิง แต่ติดเซฟ ธนโชติ เนตรอินทร์ ทำให้แข้งเยาวชนฟ็อกซ์ ฮันท์ ยังไม่เสียประตู

นาทีที่ 68 ฟ็อกซ์ ฮันท์ เติมเกมขึ้นมาอีกครั้ง เสกสรรค์ ราตรี จ่ายบอลไปให้กับ ทักษดนัย ใจหาญ พลิกตัวยิง ผู้รักษาประตูนครสวรรค์ปัดออกไปได้

ช่วงทดเวลาเดี้ยง ฟ็อกซ์ ฮันท์ ได้ลูกฟรีคิก วรากร เขตสมุทร โยนไปให้ ณพนันท์ ทิพย์อักษร ขึ้นโขกบอลหลุดเสาออกไปนิดเดียว และหมดเวลา ฟ็อกซ์ ฮันท์ บุกมาชนะ นครสวรรค์ U17 ไปได้ 0-2 จากลูกยิงของ ธวัชชัย โอชารส ในนาทีที่ 26 และ ภูเก็ต เฟื่องคร ในนาทีที่ 56

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงฟ็อกซ์ ฮันท์ : คณพศ กาดี (GK), ภานุพงศ์ ฟูแสง, บริบูรณ์ น้อยศรี, จิรภักดิ์ สารดี, ธนธรณ์ น้ำจันทร์, วรโชติ เรืองรำหัส, ธวัชชัย โอชารส, พิรชัช กุลลประภา, มะราปี วานิ, นิพิฐพนธ์ วงค์ปัญญา, ชินวัตร ชีมุล

กุนซือเขี้ยวสมุทรโล่งอกหลังทีมปลดล็อคคว้าชัยรอบ 5 เกมโดยจะขอทำให้ดีที่สุดใน Program ที่เหลือ

เท็ตสึยะ มูรายามะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนของ สมุทรปราการ ซิตี้ บอกว่ารู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อสามารถนำทีมปลดล็อคคว้าชัยใน โตโยต้า ไทยลีก 2019 นัดที่ 24 หลังบุกเอาชนะ ชัยนาท ฮอร์นบิล เมื่อวันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา

เขี้ยวสมุทร ของ มูรายามะ มีผลงานไม่ค่อยดีนักหลังแพ้รวดถึง 4 นัดติดเสียประตูถึง 15 ลูก ทำให้โอกาสแข่งขันยากขึ้นก่อนจะมาปลดล็อคเอาชนะ ชัยนาท 3-2 

“ก็เป็นเกมที่ยากเกมหนึ่งครับ แต่ว่าลูกทีมก็ทำได้ดี พวกเขากล้าเล่น ดุดัน จนมาได้ประตูชัยในช่วงท้ายเกม เราสู้กันเต็มที่ในเกมนี้”

“ไม่ใช่แค่โค้ชอย่างเดียวที่รู้สึกสบายขึ้น ลูกทีม ทีมงาน และสาวกของเราเองก็ด้วย เพราะเกมนี้เรากลับมาได้ 3 คะแนนแล้ว”

“เรารู้ว่าเรายังมีปัญหาในเกมรับ เราก็แก้ไขปรับปรุงกันมาเรื่อยๆ เกมวันนี้เราก็เสียประตู เราก็ต้องมาเช็คว่าเราเสียประตูเพราะอะไร ส่วนเกมที่เหลือเราจะทำให้ดีที่สุดในการไต่อันดับและในส่วนของเกมรับเราก็จะปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วย” กุนซือชาวญี่ปุ่นปิดท้าย

ประวัติ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

ร้อยตำรวจโท เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หรือ ซิโก้ (เกิด 11 สิงหาคม พ.ศ. 2516) เป็นอดีตนักเตะทีมชาติไทยตำแหน่งกองหน้า และเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชลบุรี เอฟซีคนปัจจุบัน โดยชื่อ ซิโก้ ตั้งชื่อจากชื่อเล่นว่า "โก้" ตามชื่อ ซิโก้ นักเตะชาวบราซิลที่โด่งดัง   ufa1688 

ประวัติ

เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เกิด 11 สิงหาคม พ.ศ. 2516 ที่ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เริ่มเข้ารับการศึกษาที่ โรงเรียนบ้านหนองแดงจนถึงชั้นป.3 จากนั้นจึงย้ายมาเรียนชั้นป.4ที่โรงเรียนน้ำพอง(จังหวัดขอนแก่น)จนจบม.6 และย้ายมาเรียนที่กรุงเทพโดยเรียนที่โรงเรียนพาณิชยการกรุงเทพ และศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่คณะบริหารการจัดการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์จนจบปริญญาตรี

ซิโก้ได้เริ่มเล่นบอลโดยเป็นตัวแทนของโรงเรียนและเป็นตัวแทนของ จังหวัด ในปี 2533 ในขณะที่ศึกษาที่โรงเรียนพาณิชยการกรุงเทพ ได้เป็นตัวแทนทีมชาติชุดเยาวชน แข่งขันที่มาเลเซีย และติดทีมชาติในการแข่งขันบอลคิงส์คัพ ครั้งที่ 24

นอกจากนี้ซิโก้ ยังพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 17, 18 และ 19

ปี 2535 เกียรติศักดิ์ เสนาเมืองเข้าพิธีสมรสกับอัสราภา เสนาเมือง (วุฒิเวทย์) และมีบุตรสาวด้วยกัน 3คน

ภายหลังที่ซิโก้เลิกเล่นบอลแล้วได้ทำหน้าที่กุนซือให้กับทีมจุฬาฯ-สินธนา ซึ่งพึ่งจะเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ฤดู 2008 และนำทีมจบฤดูด้วยชั้นที่ 8

เดือนธันวาคม ปี 2551 จากผลงานที่ยอดเยี่ยมในการคุมทีมจุฬาฯ-สินธนาทำให้ซิโก้ได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่คุมทีมชลบุรี เอฟซีในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก 2552 และจบฤดูด้วยชั้นที่ 2 ได้ตำแหน่งรองแชมป์ไปครอง

ส่วนใน ฤดู 2009 ปัจจุบัน ทีมชลบุรีที่ซิโก้คุม อยู่ชั้นที่ 1 แข่ง 15 นัด มี 30 แต้ม คะแนนเท่ากับ บางกอกกล๊าส (วันที่ 30 มิถุนายน 2552)

รางวัลในนามทีมชาติไทย

    * 2536 แชมป์ซีเกมส์ครั้งที่ 17 ประเทศสิงคโปร์ (สมัยที่ 1)
    * 2537 แชมป์คิงส์คัพ ครั้งที่ 25 เมืองไทย แชมป์อินดิเพนเด้นท์ ณ ประเทศอินโดนีเซีย
    * 2537 แชมป์บอลอินดิเพนเด้นท์คัพ ครั้งที่ 7
    * 2538 แชมป์ซีเกมส์ครั้งที่ 18 เมืองไทย (สมัยที่ 2)
    * 2539 แชมป์ไทเกอร์คัพครั้งที่ 1 ประเทศสิงคโปร์
    * 2540 แชมป์ซีเกมส์ครั้งที่ 19 ประเทศอินโดนีเซีย (สมัยที่ 3)
    * 2541 ชั้นที่ 4 การแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 เมืองไทย
    * 2542 แชมป์ซีเกมส์ครั้งที่ 20 ประเทศบรูไน (สมัยที่ 4) และรางวัลดาวซัลโว
    * 2543 แชมป์คิงส์คัพ ครั้งที่ 31 เมืองไทย
    * 2543 แชมป์ไทเกอร์คัพครั้งที่ 3 เมืองไทย และรางวัล MVP นักเตะทรงคุณค่า
    * 2544 เข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายการแข่งขันบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย
    * 2545 ชั้นที่ 4 การแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 14 ประเทศเกาหลีใต้(ปูซาน)
    * 2545 แชมป์ไทเกอร์คัพครั้งที่ 4 ประเทศสิงคโปร์-อินโดนีเซีย

รางวัลในรดับสโมสร

    * 2532 แชมป์ ถ้วย ก ธนาคารกรุงไทย
    * 2536 แชมป์ ถ้วย ข ธนาคารกรุงไทย
    * 2541 แชมป์กีฬาทัพไทยประจำปี
    * 2542 รองแชมป์Malaysian Super League
    * 2543 รองชนะเลิศบอลดิวิชั่น1 ประเทศอังกฤษ
    * 2545 แชมป์S. League
    * 2546 แชมป์วี-ลีก

        แชมป์ Vietnamese Super Cup

    * 2547 แชมป์วี-ลีก

        แชมป์ Vietnamese Super Cup

เกียรติประวัติอื่นๆ

    * 2530 รางวัลดาวซัลโว บอลเขตการศึกษาแห่งเมืองไทย
    * 2542 รางวัลดาวซัลโว ซีเกมส์ครั้งที่ 20 ประเทศบรูไน
    * 2543 เกียรติประวัติผู้เป็นต้นแบบที่ดีต่อสังคมไทย “คนต้นแบบ” โดยสำนักงานคณะผู้ตัดสินการประถมศึกษาแห่งชาติ
    * 2543 รางวัล MVP นักเตะทรงคุณค่า ไทเกอร์คัพครั้งที่ 3 ประเทศไท
    * 2543 รางวัลนักกีฬายอดเยี่ยม ESPN
    * 2543 รางวัลนักเตะยอดเยี่ยม ESPN
    * 2544 รางวัลดาราเอเชีย
    * 2544 รางวัลนักเตะยอดเยี่ยม คมชัดลึกอวอร์ด ครั้งที่ 1
    * 2544 รางวัลนักเตะดีเด่น Sanyo
    * 2546 รางวัลนักกีฬาต่างชาติยอดเยี่ยม ประเทศเวียดนาม
    * 2547 รางวัลนักกีฬาต่างชาติยอดเยี่ยม ประเทศเวียดนาม
    * 2548 รับเข็มเกียรติยศผู้ทำคุณประโยชน์แก่บอลเวียดนาม จากรัฐมนตรีกีฬาประเทศเวียดนาม
    * 2547-ปัจจุบัน ผู้ให้การเกื้อหนุนกิจการมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา
    * 2550 รางวัลโล่ห์เกียรติคุณจาก ชมรม "เชียร์ไทย"
    * 2551 รางวัลสุดยอดคนต้นแบบ เมืองขอนแก่น

สถิติการยิงประตูในนามทีมชาติของซิโก้

ซิโก้ติดทีมชาตินัดแรกในชุดเมอร์ไลออน (Merlion) ที่ประเทศสิงคโปร์ ยิงประตูแรกในนามทีมชาติ (ชุดบี) ได้ในวันที่ 9 กันยายน 2536 ทีมชาติไทยชุดบี ชนะโปร์แลนด์ 1-0 และยิงประตูสุดท้ายเมื่อ 26 ธันวาคม 2549 ทีมชาติไทยชุดใหญ่ชนะสิงคโปร์ 2-0 ในรายการคิงส์คัพ ซิโก้ทำแฮตทริกได้รวม4ครั้งในการเล่นทีมชาติไทยทุกชุด (30 กรกฎาคม 2542 ไทยชนะฟิลิปปินส์ 9-0 กีฬาซีเกมส์ , 23 มกราคม 2544 ไทยชนะคูเวต 5-4 เกมอุ่นเครื่อง, 28 พฤษภาคม 2544 ไทยชนะปากีสถาน 6-0 คัดบอลโลก,18 ธันวาคม 2545 ไทยชนะลาว 5-0 ในรายการอาเซียนบอลแชมเปียนชิพ )

ซิโก้ได้แชมป์กับทีมชาติไทยทุกชุดรวม10ครั้ง ได้แก่คิงส์คัพ 2 ครั้ง (2537,2549) กีฬาซีเกมส์ 4ครั้ง (2536, 2538, 2540, 2542) อาเซียนบอลแชมเปียนชิพ) หรือไทเกอร์คัพเดิม 3 ครั้ง (2539,2543,2545) อินดิเพนเดนท์ อินโดนีเซีย 1ครั้ง (2537)

สถิติการยิงประตูในนามทีมชาติไทยทุกชุดตั้งแต่ปี 2536-2549 ยิงทั้งหมด 100ประตู นับเฉพาะทีมชาติพบทีมชาติ สถิติจะอยู่ที่85ประตู (รวมทุกชุดได้แก่ ชุดใหญ่, ซีเกมส์, โอลิมปิก, เอเซียน เกมส์)

หากนับเฉพาะสถิติในนามทีมชาติไทยชุดใหญ่ ฟีฟ่า (FIFA) บันทึกและให้การรับรองว่า เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ทั้งสิ้น130นัด ยิงได้ 65ประตู ซึ่งเป็นผู้เล่นที่ยิงได้มากที่สุดของเมืองไทย ตามการจัดชั้น ดาวซัลโวระดับทีมชาติของ FIFA นัดสุดท้ายที่ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เล่นให้ทีมชาติชุดใหญ่คือ ทีมชาติไทย พบ ทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่สนาม สนามศุภชลาศัย ในวันที่ 3 ตุลาคม 2550 ผลจบลงที่เสมอกัน 1-1  
เมื่อปี พ.ศ. 2545 ขณะยังเป็นผู้เล่น เกียรติศักดิ์ริเริ่มก่อตั้งโครงงาน ซิโก้ทิปส์ สัญจร เพื่อให้เปิดทำการฝึกสอนบอล แก่เยาวชนทั่วประเทศ ควบคู่กับผลิตรายการ ฝึกสอนทักษะบอลทางโทรทัศน์ โดยใช้ชื่อเดียวกันว่า ซิโก้ทิปส์ จนถึงปีต่อมา (พ.ศ. 2546) ต่อมาเขาผ่านการอบรม ผู้ฝึกสอนระดับบี (B Licence) ของสมาคมบอลแห่งเมืองไทย ในพระบรมรายกปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. 2549 และเริ่มเป็นผู้ฝึกสอนนัดแรกในปีเดียวกัน โดยรับตำแหน่งผู้จัดการทีม สโมสรบอลฮหว่างอัญซาลาย (ฮอง อันห์ ยาลาย) ซึ่งร่วมแข่งขันอยู่กับวี-ลีกของเวียดนาม ขณะที่เขายังเป็นผู้เล่นให้กับสโมสรแห่งนี้ด้วย

เมื่อเกียรติศักดิ์ ประกาศยุติอาชีพนักเตะ ในปลายปี พ.ศ. 2550 เขาผลิตวิดีโอซีดีและหนังสือ ซึ่งถอดความจากรายการซิโก้ทิปส์ โดยในปีเดียวกัน ยังเข้ารับตำแหน่งผู้อวยการ สถาบันฝึกสอนบอลของกรุงเทพมหานคร และรับหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน ของสโมสรบอลจุฬาฯ-สินธนา ซึ่งเพิ่งจะเลื่อนชั้นขึ้นมาร่วมแข่งขันไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก 2551 ซึ่งสโมสรดังที่กล่าวมาแล้วจบฤดูในชั้นที่ 8 จากนั้นเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 เกียรติศักดิ์ย้ายไปเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน ให้กับสโมสรบอลชลบุรีในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก 2552 ซึ่งจบฤดูด้วยการเป็นชั้นที่ 2 ของลีก และสามารถเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายของรายการเอเอฟซีคัพ ทว่าเมื่อจบฤดูนั้น เขาก็ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่สามารถนำสโมสรชนะเลิศในลีก

หลังจากนั้น เกียรติศักดิ์กลับไปรับหน้าที่ผู้จัดการทีม ให้กับสโมสรฮหว่างอัญซาลาย อีกรอบเมื่อปี พ.ศ. 2553 โดยอยู่ในชั้นที่ 7 ของวี-ลีก เมื่อจบฤดูดังที่กล่าวถึงมาแล้ว ต่อมาในปี พ.ศ. 2554 เขากลับมาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน ให้กับสโมสรบอลบีบีซียู ซึ่งร่วมแข่งขันอยู่ในไทยลีกดิวิชั่น 1 ซึ่งจบฤดูนั้นด้วยชั้นที่ 3 สโมสรจึงสามารถเลื่อนชั้น ขึ้นไปแข่งขันในไทยพรีเมียร์ลีก ทว่าในไทยพรีเมียร์ลีก 2555 บีบีซียูชนะเพียงนัดเดียว จากสิบนัดแรกของฤดู เมื่อถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2555 เกียรติศักดิ์จึงประกาศลาออก แล้วเข้ารับงานหัวหน้าผู้ฝึกสอน ให้กับสโมสรบอลบางกอก เอฟซีในไทยลีกดิวิชั่น 1 ซึ่งขณะนั้นอยู่ในชั้นท้ายๆ ของตารางคะแนน แต่เขาสามารถพาทีมจบฤดูในชั้นที่ 10 ของลีก สโมสรจึงรอดพ้นจากการตกชั้น

ต่อมาราวต้นปี พ.ศ. 2556 สมาคมบอลแห่งเมืองไทย ในพระบรมรายกปถัมภ์ แต่งตั้งให้เกียรติศักดิ์ เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนบอลชายทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ก่อนที่จะนำทีมชุดดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ลงแข่งขันกระชับมิตรกับทีมชาติจีน ตอนวันที่ 15 มิถุนายน โดยทีมชาติไทยสามารถเอาชนะทีมชาติจีน ด้วยการทำประตูมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือ 5 ต่อ 1 โดยในปลายปีเดียวกัน เกียรติศักดิ์คุมทีมชาติไทยชุดเดียวกัน ชนะเลิศการแข่งขันบอลชาย ในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 27 ที่กรุงเนปยีดอของเมียนมาร์ โดยในการชิงชนะเลิศ ทีมชาติไทยชนะอินโดนีเซีย 1 ประตูต่อ 0

ส่วนการแข่งขันบอลชาย ในกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 17 ประจำปี พ.ศ. 2557 ที่นครอินช็อนของเกาหลีใต้ เกียรติศักดิ์นำทีมชาติไทยชุดเดิม แข่งขันชนะ 5 นัดแรก โดยเสียเพียง 3 ประตู และเป็นชั้นที่ 4 ของการแข่งขันดังที่กล่าวมาแล้ว และในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เขาพาทีมชาติไทยชุดเดียวกัน ชนะเลิศรายการเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 ซึ่งเป็นสมัยที่ 4 ของทีมชาติไทยในรายการดังกล่าวมาแล้วข้างต้น โดยนัดชิงชนะเลิศ สามารถเอาชนะทีมชาติมาเลเซีย ด้วยประตูรวมสองนัด 4 ต่อ 3

ประวัติ พี่น้อย อังเดร์ เอร์เรร่า

พอล สโคลส์ อดีตกองกลางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื่อว่าอันเดร เอร์เรรา เป็นนักเตะที่คุ้มค่าที่สุดที่หลุยส์ ฟาน กัล คว้าตัวมาร่วมทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์

     เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาปีศาจแดงลงทุนไปกว่า 150 ล้านปอนด์ แลกกับนักเตะอย่างลุค ชอว์, อังเคล ดิ มาเรีย, มาร์กอส โรโฆ, ดาลีย์ บลินด์, ราดาเมล ฟัลเกาและมิดฟิลด์ชาวสแปนิช    ufa1688 

     "ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับนักเตะใหม่ในปีแรก ช่วง 6-8 เดือนแรกเป็นอะไรที่ยากมาก แต่ผมคิดว่าเอร์เรรา คือคนเดียวที่ผมประทับใจมากที่สุด" สโคลส์ กล่าว

     "เขาเป็นหนึ่งคนที่ไม่ได้เจออุปสรรคอะไร เขามีปัญหาในการเป็นตัวจริงตอนแรก แต่เขาเล่นได้ดี และเริ่มทำประตูได้พร้อมกับยังสร้างสรรค์โอกาสได้อีก เขาเป็นการเสริมทัพที่ดีจริงๆ เขายังชายหนุ่มและผมหวังว่าเขาจะดียิ่งกว่านี้"

ชื่อเต็ม : อังเดร์ เอร์เรร่า
วันเกิด :14 สิงหาคม 1989 (อายุ 24 ปี)
สถานที่เกิด :  บิลเลา , สเปน
ส่วนสูง : 182 เซนติเมตร 
ตำแหน่ง : กองกลาง
สโมสรปัจุบัน : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 
 
 

          อังเดร์ เอร์เรร่า เกิดที่เมือง บิลเบา ตอนวันที่ 14 สิงหาคม 1989 ก่อนที่จะร่วมอเคเดมี่ของ เรอัล ซาราโกซ่า ที่ซึ่งเสมอเหมือนโรงเรียนสอนบอลที่คอยปลุกปั้น เอร์เรร่า ให้สามารถยืนหยัดในแวดวงบอลได้ ขณะเดียวกันเจ้าหนูมหัศจรรย์คนนี้ก็โชว์ฟอร์มได้ดีเยี่ยมช่วยทีมที่คอยชุบเลี้ยง เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดของศึกลูกหนังสเปนในปี 2009 ได้สำเร็จ

อันเดร์ เอร์เรร่า เป็นนักเตะตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางวัย 24 ปี เขาเกิดที่เมืองบิลเบาตอนวันที่ 14 สิงหาคม 1989 เขาร่ำเรียนทักษะลูกหนังกับเรอัล ซาราโกซ่า ก่อนที่จะได้เลื่อนขั้นจากชุดสำรองไปติดทีมชุดใหญ่ เขาช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นไปเตะในลา ลีกา ได้ในปี 2009 จากนั้น 2 ปีต่อมา เอร์เรร่าก็ย้ายไปเล่นกับแอธเลติก บิลเบา ทีมในเมืองที่เขาเกิดด้วยค่าตัวตามรายงานคือ 6.6 ล้านปอนด์

เขาเป็นหนึ่งในสามขุนพลในแดนกลางของทีมร่วมกับ ออสการ์ เด มารกอส และ อันเดร์ อิตูร์ราสเป้ เขาเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ทีมยกระดับขึ้นมาได้ในแวดวงบอลสเปน รวมทั้งในเวทียุโรปด้วย ในฤดูแรกของเอร์เรร่าที่ซาน มาเมส ภายใต้การคุมทีมของ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ทางสโมสรได้เป็นรองแชมป์ยูโรป้า ลีก และโกปา เดล เรย์ เขามีอาการบาดเจ็บรบกวนน้อยในฤดู 2012/13 โดยตอนนั้นมีนักเตะชื่อดังผู้คนจำนวนมากย้ายออกจากทีมไป สุดท้ายเอร์เรร่าก็เรียกความฟิตกลับมาช่วยให้ทีมรอดพ้นโซนตกชั้นได้สำเร็จ จากผลงานตอนนั้นทำให้เขาเป็นเป้าสนใจจากหลายสโมสรรวมทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยเช่นกันตามข่าว แต่เพลย์เมคเกอร์รายนี้ก็ตัดสินใจอยู่กับทีมต่อไป โดยในฤดูที่ผ่านมาเขาลงเล่นไป 33 เกม และยิงได้ 5 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าชั้นที่ 4 มาครอง

เมื่อเดือนมีนาคม 2012 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยเปิดโอลด์ แทรฟฟอร์ด รับการมาเยือนของแอธเลติก บิลเบา ในศึกยูโรป้า ลีก เกมนั้นทีมปีศาจแดงแพ้ไป 2-3 ซึ่งต้องยอมรับว่าลูกทีมของบิเอลซ่าเล่นกันได้สุดยอดมาก เอร์เรร่าเองก็ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในค่ำคืนนั้น เขาอยู่ในสนาม 86 นาที และก็ทำแอสซิสต์ให้กับ เด มาร์กอส จากนั้นในเลกที่ 2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็บุกไปพ่ายอีกรอบที่ซาน มาเมส ทำให้ทีมปีศาจแดงร่วงตกรอบ หลังความพ่ายแพ้ครั้งนั้น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้กล่าวว่า "ความขยันของแอธเลติก บิลเบา ถือว่ามีมากกว่าที่ผมเคยเห็นจากทีมไหนๆ ในยุโรปเลย แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องของความขยันเพียงแค่นั้นพวกเขายังมีนักเตะที่ดีมากอยู่ในทีมด้วย พวกเขาจะไปได้ไกล"

เอร์เรร่าติดทีมชาติสเปนมาแล้วทุกระดับยกเว้นทีมชุดใหญ่ เขาเคยลงเล่นร่วมกับ ดาบิด เด เคอา และ ฮวน มาต้า มาแล้วในทีมกระทิงดุชุดยู-21 เขาได้ลงเล่นไป 3 เกมให้กับทีมชาติสเปนชุดลุยโอลิมปิกที่อังกฤษในปี 2012 จากนั้นหลังจากการร่วงตกรอบแบ่งกลุ่มของสเปนในบอลโลก 2014 ทำให้เริ่มมีการกล่าวถึงการดันมิดฟิลด์รุ่นใหม่ขึ้นมา บางทีเอร์เรร่าอาจได้เปิดฉากสนามในเร็วๆ ก็ได้ หากว่าเขาเกิดทำผลงานได้อย่างเข้าตาที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

"อันเดร์เป็นนักเตะดาวรุ่งที่น่ามหัศจรรย์ เขามีพลังขับเคลื่อน และการสร้างสรรค์เกม เราเชื่อว่าเขาเป็นหนึ่งในนักเตะรุ่นใหม่ที่ดีที่สุดในสเปนตอนนี้ และผมก็มั่นใจว่าเขาควรต้องเอาชนะใจแฟนคลับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้แน่ ผมดีใจที่เขาตัดสินใจเดินทางมาที่แมนเชสเตอร์ พร้อมกับเป็นส่วนหนึ่งในอนาคตของสโมสร" ไรอัน กิ๊กส์ กล่าว

เอร์เรร่าเอ่ยถึงการย้ายทีมคราวนี้ว่า "การเซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเหมือนฝันที่เป็นจริง ผมเคยลงเตะที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด กับแอธเลติกมาแล้วในศึกยูฟ่า ยูโรป้า ลีก และนั่นก็ถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์การค้าแข้งของผมจนถึงตอนนี้เลย ผมย้ายมาอยู่ที่นี่เพื่อให้ทำทุกอย่างที่สามารถช่วยให้ทีมบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ผมมาถึงที่นี่ตั้งแต่วันอังคาร ผมตื่นเต้นที่จะได้ใช้ชีวิตในเมืองแมนเชสเตอร์ และก็แทบอดใจรอไม่ไหวแล้วที่จะได้ลงเล่นในเสื้อสีแดงอันโด่งดังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"

          สองปีต่อมา เอร์เรร่า ย้ายมาเล่นให้กับแอตเลติก บิลเบา ด้วยค่าตัว 6.6 ล้านปอนด์ ( ประมาณ 356.4 ล้านบาท ) ในวันเกิดของเขา ด้วยฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงที่ ซาน มาเมส ส่งผลให้ เอร์เรร่า ได้รับการยกย่องจากแฟนบอลบิลเบา ให้เป็นหนึ่งในยอดกองกลางสามทหารเสือร่วมกับ ออสการ์ เด มาร์กอส และ อันเดร์ อิตูร์ราสเป้ เพื่อให้นร่วมทีม ทั้งยัง เอร์เรร่า ถือเป็นกำลังพลคนสำคัญที่ช่วยให้ บิลเบา ตีตั๋วไปเล่นแชมเปี้ยนลีกได้สำเร็จในฤดูแรกที่เขาร่วมทีม

          ชีวิตมนุษย์เราไม่ได้สวยหรูเหมือนถูกโปรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เอร์เรร่า ก็เช่นเดียวกัน ช่วงฤดู 2012/2013 ถือเป็นตอนชีวิตที่ยากลำบากของกองกลางพรสวรรค์รายนี้ เนื่องจากว่าได้รับอาการบาดเจ็บรบกวนเกือบทั้งฤดู แถมสภาวะของสโมสรต้นสังกัดต้องมาอยู่ในโซนตกชั้น ทั้งผู้เล่นเก่งๆในทีมต่างพากันย้ายออกจาก ซาน มาเมส กันหมด แต่สถานณ์การณ์อันเลวร้ายเริ่มกลับมาดีขึ้น เมื่อพระเอกอย่าง เอร์เรร่า หายกลับมาช่วยทีมหนีตกชั้นได้สำเร็จในช่วงท้ายของฤดู

          เอร์เรร่าทำผลงานได้ดีเยี่ยมในฤดูปัจจุบัน ด้วยการซัดไป 5 เม็ด จาก 33 เกม ช่วย บิลเบา จบชั้น 4 ของ ลาลีกาสเปนได้อย่างดียิ่ง และเป็นธรรมดาของนักเตะที่มีศักยภาพที่จะมีสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรปคอยจับตามอง และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นหนึ่งในนั้น

          หากยังจำกันได้ ช่วงเดือนมีนาคมปี 2012 เอร์เรร่า เคยมาโลดแล่นใน โอลด์ แทร๊ฟฟอร์ด จากเกมที่ แมนฯยูฯ เปิดบ้านรับการมาเยือนของ แอตเลติก บิลเบา ในศึก ยูโรป้า ลีก โชคไม่ดีที่ทีม "ปีศาจแดง" ต้องพ่ายให้กับ บิลเบา ไป 3-2 อย่างน่าเสียดาย ในคืนนั้น เอร์เรร่า สวมหน้าที่เป็นจอมทัพตัวควบคุมเกม ก่อนจะจ่ายให้ เด มาร์กอส เพื่อให้นร่วมทีมซัดประตูย้ำชัยเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในนาทีที่ 86 ก่อนที่ บิลเบา จะเอาชนะทีมยักษ์ใหญ่จากเกาะอังกฤษได้อีกทีในสนาม ซาน มาเมส เป็นผลให้ทัพ "ปีศาจแดง" ต้องโบกมือลาถ้วย ยูโรป้า คัพ ในปีนั้นทันที

          ความพ่ายแพ้ต่อ บิลเบา ทั้งไปและกลับทำให้ เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ถึงกับต้องเอ่ยปากชื่นชมทีมดังจากสเปนว่า "แอตเลติก บิลเบา คือสโมสรที่มีความมุ่งมันสูงกว่าทีมในไหนที่ผมเคยเจอในยุโรป ไม่ใช่เพียงแค่ความมุ่งมั่นแค่นั้นพวกเขายังมีนักเตะที่มีความถนัดมากๆอยู่ในทีมอีกด้วย ผมว่าพวกเขาจะผ่านเข้าไปในรอบสูงๆได้แน่"

          ในเกมทีมชาติ เอร์เรร่า เป็นนักเตะที่มีชื่อในทีมชาติสเปนมาทุกระดับ ยกเว้นทีมชุดใหญ่ แถมเคยลงสนามเคียงคู่นักเตะชื่อดังของ แมนฯยูฯ อย่าง เด เก อา และ ฆวน มาต้า ในทีมชาติสเปนชุด ยู-21 อีกด้วย
แม้ไม่มีชื่อในทีมชุดใหญ่ แต่กองกลางรายนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้สเปนคว้าเหรียญทองโอลิมปิค 2012 ที่ประเทศอังกฤษได้สำเร็จ

          ไรอัน กิ๊กส์ ผู้ช่วยผู้จัดการทีม "ปีศาจแดง" ให้สัมภาษณ์ในงานแถลงข่าวว่า"อังเดร์คือไอ้หนูมหัศจรรย์ เขามีความคิดสร้างสรรค์ที่มาพร้อมกับความอึด เราเชื่อว่า เอร์เรร่า คือหนึ่งในนักเตะดาวรุ่งที่เจิดจรัสมากที่สุดในแวดวงบอลสเปน แต่ผมเชื่อมั่นว่าเขาจะได้รับการยอมรับจากแฟนบอล"ปีศาจแดง" ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ เอร์เรร่า ตัดสินใจฝากอนาคตของเขาไว้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"

          ขณะที่ เอร์เรร่า กองกลางป้ายแดงได้กล่าวด้วยว่า"ผมรู้สึกเช่นเดียวกันกับสิ่งที่ผมฝันไว้ได้เปลี่ยนเป็นความจริงเมื่อผมได้เซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมเคยเจอกับแมนฯยูมาก่อนในเกมยูโรป้าลีกนะ และในนัดนันผมก็เล่นได้ดีนำมากๆ ถือเป็นหนึ่งในเกมความทรงจำของผมเมื่อช่วงฤดูที่ผ่านมา และตอนนี้ผมย้ายมาเล่นในโอลด์ แทร๊ฟฟอร์ด ผมจะดึงทักษะทั้งหมดที่มีเพื่อให้ทำให้สโมสรประสบความสำเร็จ ผมตื่นเต้นมากๆ เเทบจะรอลงสนามในชุด "ปีศาจแดง" ไม่ไหวแล้ว"

ประวัติ แบร็ด โจนส์

โอกาสมาแล้ว! โจนส์เฝ้าเสายาวหลัง "บีร็อด" ดร็อปมิโญเล่ต์นั่งสำรอง

          แบร็ด โจนส์ นายทวารมือสองของ หงส์แดง ได้รับโอกาสทองฝังเพชร เมื่อกุนซือใหญ่ของทีม เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ตัดสินใจสั่งดร็อป ซิมง มิโญเล่ต์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งที่ฟอร์มตกจนเป็นบ่อให้ทีมไม่สามารถรักษาแต้มสำคัญในหลายเกมได้

          ร็อดเจอร์ส บิ๊กบอสชาวไอร์แลนด์เหนือตัดสินใจส่ง โจนส์ ลงเฝ้าเสาเป็นเกมแรกในรายการ ลีก คัพ ที่เปิดบ้านเฉือน สวอนซี ซิตี้ 2-1 ต่อมาในเกมลีกที่พ่ายให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-3 และบอลถ้วย ลีก คัพ ที่บุกชนะ บอร์นมัธ 3-1 ก่อนจะลงเล่นในเกมลีกปัจจุบันที่เสมอ อาร์เซน่อล สุดมันส์ 2-2

          อย่างไรก็ดี กุนซือสมองเพชรยังไม่มีกำหนดการสั่งเลิกดร็อป ซิมง มิโญเล่ต์ กลับมาเป็นมือหนึ่งของทีม และทำให้ โจนส์ จะได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ชื่อเต็ม : แบร็ดลี่ย์ "แบร็ด" โจนส์
วันเกิด : 19 มีนาคม 1982
เกิดที่ : อาร์มาเดล, ออสเตรเลีย
สัญชาติ : ออสเตรเลีย
ส่วนสูง : 191 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู

ประวัติส่วนตัว

          แบร็ด โจนส์ (19 มีนาคม 1982) ผู้รักษาประตูชาวออสซี่ เกิดที่เมือง อาร์มาเดล ทางตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย ก่อนที่เขาจะร่วมเป็นนักเตะเยาวชนของ เบย์สวอเตอร์ ซิตี้ เอสซี

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

มิดเดิ้ลสโบรช์ (1999-2010)

          แบร็ด โจนส์ เซ็นสัญญาร่วมสโมสร มิดเดิ้ลสโบรช์ เพื่อให้ลงเล่นในSystemเยาวชน ก่อนที่จะได้รับการอัพเกรดสัญญาเป็นนักเตะอาชีพช่วงวันที่ 26 มีนาคม 1999 และลงสนามเป็นเกมแรกในเกม เอฟเอ คัพ รอบสาม พบกับ น็อตต์ เคาน์ตี้ ในปี 2004 ซึ่งต่อมาพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ ลีก คัพ ได้สำเร็จ

          เขาถูกปล่อยยืมไปหลาย ๆ สโมสร โดยในปี 2001-02 โจนส์ ลงเล่น 4 เกมให้กับทีมใน ไอร์แลนด์ อย่าง เชลบอร์น เอฟซี ซึ่งเขาได้เปิดตัวในลีกไอร์แลนด์เป็นนัดแรกตอนวันที่ 5 ตุลาคม พบกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง โบฮีเมี่ยนส์ ที่สนาม ดาลี่เม้าท์ ปาร์ค และเสียไปถึง 4 ประตู ในเกมที่เอาชนะไปได้ 6-4 ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นการเตะเปิดจากประตูของเขาด้วย

          ต่อมา โจนส์ ถูกเรียกไปช่วยทีม สต็อคพอร์ท เคาน์ตี้ และ แบล็คพูล ก่อนจะกลับมาสู่อ้อมอกของ มิดเดิ้ลสโบรช์ อีกรอบในฤดู 2005-06 ซึ่งเขาสามารถเซฟลูกจุดโทษของ รุด ฟาน นิสเตลรอย ในเกมที่เสมอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-0

          โดยในเดือน สิงหาคม 2006 เขาถูกยืมตัวไปเล่นให้กับทีม เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ในช่วงระยะสั้น 3 เดือน และสามารถช่วยทีมเซฟจุดโทษได้สองเกมติดกับ พลีมัธ อาร์ไกล์ และ ลีดส์ ยูไนเต็ด

          จากการที่ มาร์ค ชวาร์เซอร์ ย้ายออกจากทีมไปเล่นให้กับสโมสร ฟูแล่ม ทำให้เขาได้ขึ้นเป็นมือหนึ่งของทีมแทน ซึ่งเขาอยู่ในทีมที่ตกชั้นในฤดู 2009-10 อีกด้วย

หงส์แดง (2010-ปัจจุบัน)

          ช่วงวันที่ 17 สิงหาคม 2010 โจนส์ ตบเท้าร่วมทัพ หงส์แดง ด้วยค่าตัว 2.3 ล้านปอนด์ (ประมาณ 118 ล้านบาท) ซึ่งเขาได้ลงทะเบียนนักเตะในฐานะแข้ง "โฮม-โกรน" ตามกฎใหม่ที่ได้ตั้งขึ้นในพรีเมียร์ลีก ในวันที่ 19 สิงหาคม เขามีโอกาสได้นั่งชมเพื่อให้นร่วมทีมลงเตะในเกม ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบเพลย์-อ๊อฟ เลกแรก ที่สนาม แอนฟิลด์

          โจนส์ ได้รับโอกาสลงสนามเป็นนัดแรกแบบไม่เป็นทางการในเกม เทสติโมเนียล ของ เจมี่ คาร์ราเกอร์ พบกับ เอฟเวอร์ตัน XI หลังจากนั้น เขาก็ลงสนามเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเกม ลีก คัพ รอบสาม พบกับ นอร์ทแฮมป์ตัน ทาวน์ ช่วงวันที่ 23 กันยายน 2010 ซึ่งผลจบลงด้วยการเสมอกันไป 2-2 และเป็น หงส์แดง ที่พ่ายจากการดวลจุดโทษ

          เกมที่สองในสีเสื้อของ "หงส์แดง" เกิดขึ้นตอนวันที่ 15 ตุลาคม 2010 ในเกม ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก พบกับ อูเทร็ชต์ และเป็นเกมแรกที่สามารถรักษาคลีนชีตได้อีกด้วย แต่น่าเสียดายที่เกมนี้จะเป็นนัดสุดท้ายของเขาในฤดู 2010-11

          หลังจบเดือน มีนาคม เขาได้ถูกยืมตัวไปเล่นให้กับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ยาวหนึ่งฤดูในปี 2010-11 และลงสนามเป็นเกมแรกในแมตช์ที่พ่ายให้กับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ 1-4 และเสียไปถึง 16 ประตูจาก 7 เกมที่ลงเฝ้าเสาให้กับ "แกะเขาเหล็ก" ซึ่งหลังจบฤดู เขาถูกส่งตัวกลับ หงส์แดง ในทันที

          เขากลับมาสู่ทัพ "เครื่องจักรสีแดง" อีกรอบ และลงสนามในเกมพรีเมียร์ลีกนัดแรกกับ หงส์แดง ในวันที่ 10 เมษายน 2012 ซึ่งเป็นเกมที่เอาชนะ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส 3-2 โดยเขาลงสนามมาเป็นผู้เล่นสำรองในนาทีที่ 26 ภายหลังที่ โดนี่ ถูกไล่ออกจาสนามจากการทำฟาวล์ จูเนียร์ ฮอยเล็ตต์ ในกรอบจุดโทษ และเป็น โจนส์ ที่สวมบทฮีโร่ ช่วยเซฟลูกโทษได้

          โจนส์ ได้รับโอกาสลงสนามเป็นเกมแรกในฤดู 2012-13 ในเกม ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบคัดเลือกพบกับ โกเมล ตอนวันที่ 2 สิงหาคม และก็เป็นทางฝั่ง หงส์แดง ที่เอาชนะไปได้ 1-0 หลังจากนั้นในวันที่ 20 กันยายน เขาลงเฝ้าเสาอีกรอบในเกมที่เอาชนะ ยัง บอยส์ 5-2 ในศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ก่อนที่จะกลับมาลงช่วยทีมในเกม ลีก คัพ ในเกมที่คว้าชัยเหนือ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 2-1 ในวันที่ 26 กันยายน

          จากผลงานที่ยอดเยี่ยมของ โจนส์ ทำให้ทีมตัดสินใจมอบสัญญาฉบับใหม่ให้กับเขาในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน เขาลงเฝ้าเสาในเกมที่เอาชนะ นอริช ซิตี้ 5-0 ในรายการพรีเมียร์ลีกและเป็นการเก็บคลีนชีตได้อีกด้วย โดยผลงานทั้งหมดตลอดซีซั่น 2012-13 เขาลงสนามไปทั้งสิ้น 15 ครั้ง เสียไป 21 ประตูและรักษาคลีนชีตได้ 4 เกม

          ในฤดูกาล 2013-14 แบร็ด โจนส์ ไม่ได้ลงสนามในลีกให้กับทีมเลยแม้แต่เกมเดียว แต่เขายังเป็นผู้รักษาประตูหมายเลขหนึ่งของทีมในการลงเล่นในศึก เอฟเอ คัพ ก่อนที่จะพ่าย อาร์เซน่อล สองเกมรวดตกรอบห้าไปในที่สุด

          เมื่อในวันที่ 14 ธันวาคม 2014 โจนส์ ออกสตาร์ทเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริงในเกมที่พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แทนที่ของ ซิมง มิโญเล่ต์ ที่โชว์ฟอร์มไม่ดีตลอดหลายเดือนในช่วงหลัง ซึ่งผลการแข่งขันจบลงด้วยความพ่ายแพ้ 0-3 โดยมีนักวิเคราะห์บางคนให้เหตุผลว่าเขามีส่วนกับสองประตูที่เสียอีกด้วย

การลงเล่นในให้กับทีมชาติ

          โจนส์ ถูกเรียกติดทีมชาติออสเตรเลียชุดใหญ่ ช่วงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2007 แทนที่ของ มาร์ค ชวาร์เซอร์ ในเกมกระชับมิตร ซึ่งการออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเกมแรกให้กับขุนพลแดนจิงโจ้ เกิดขึ้นในเกมที่พบกับ อุุรุกวัย ตอนวันที่ 2 มิถุนายน 2007 นอกจากนี้เขายังมีส่วนร่วมกับทัวร์นาเม้นต์ เอเอฟซี เอเชี่ยน คัพ 2007 ซึ่งว่าเขาไม่ได้ลงสนามเลยแม้แต่เกมเดียว

          เขามีชื่ออยู่ใน 23 แข้งสุดท้ายของทีมชาติ ออสเตรเลีย ไปลุยศึกบอลโลก 2010 แต่เขาโชคร้าย เมื่อต้องขอถอนตัวออกจากทีมกลางคัน เมื่อทราบข่าวว่าลูกชายของเขาป่วยเป็นโรคลูคีเมีย และนั่นทำให้เขาไม่ได้กลับไปร่วมการแข่งขันอีกเลย

ความสำเร็จในระดับสโมสร

แบล็คพูล

– แชมป์ ลีก โทรฟี่ : 2003-04

ufa1688

ประวัติ เอแดร์ มาร์ตินส์

sport-idol.com
Home ประวัตินักกีฬา ประวัตินักเตะ เอแดร์ มาร์ตินส์
ประวัติ เอแดร์ มาร์ตินส์
 Eaw11 |  29/03/2017 14:35 น. |  142 Views
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins

ชื่อเต็ม : เอแดร์ มาร์ตินส์
วันเกิด : 15 พฤศจิกายน 1986
สถานที่เกิด : เลาโร่ มุลเลอร์, ประเทศบราซิล
สัญชาติ : อิตาลี
ส่วนสูง : 179 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า / ปีก
สโมสรปัจจุบัน : อินเตอร์ มิลาน

ประวัติส่วนตัว

          เอแดร์ ซิตาดิน มาร์ตินส์ (เกิด 15 พฤศจิกายน 1986) หรือเรียกสั้นๆ ว่า "เอแดร์" นักเตะอาชีพตำแหน่งศูนย์หน้าของสโมสร อินเตอร์ มิลาน และทีมชาติอิตาลี เขาเริ่มค้าแข้งกับทีม คริคูม่า ในประเทศบราซิล ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับ เอ็มโปลี สโมสรแดนมักกะโรนีในเดือนมกราคม 2006

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

          เขาเกิดที่เมืองเลาโร่ มุลเลอร์, รัฐซานต้า คาตาริน่า และเริ่มการค้าแข้งอาชีพที่ คาตาริเนนเซ่ คลับ คริคูม่า เอสปอร์เต้ คลูเบ้ ในวัย 19 ปี ก่อนจะเซ็นสัญญากับสโมสรจากอิตาลีอย่าง เอ็มโปลี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins Criciuma

โฟรซิโนเน่

          เอแดร์ ย้ายไปร่วมทีม โฟรซิโนเน่ ด้วยสัญญาเจ้าของร่วม มูลค่า 600,000 ยูโร (ประมาณ 22.4 ล้านบาท) ในเดือนมิถุนายน 2008 และถูกยืมตัวไปเล่นในครึ่งฤดูหลังของ เซเรีย บี ซีซั่น 2007-08

กลับสู่ เอ็มโปลี

          เอ็มโปลี ซื้อตัว เอแดร์ กลับจาก โฟรซิโนเน่ ในเดือนมิถุนายน 2009 ด้วยค่าตัว 2.42 ล้านยูโร (ประมาณ 90 ล้านบาท) และสร้างความประทับใจในตำแหน่งศูนย์หน้า และเคยซัด 4 ประตูในเกมที่เอาชนะ ซาแลร์นิตาน่า 5-2 ตอนวันที่ 15 เมษายน 2010 ทำให้เขาจบ เซเรีย บี ฤดู 2009-10 ในฐานะดาวซัลโวสูงสุด 27 ประตู

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins empoli

ยืมตัวไป เบรสชา

          ในวันที่ 20 สิงหาคม 2010 เอแดร์ เซ็นสัญญา 1+4 ปี กับทีมน้องใหม่ เซเรีย อา อย่าง เบรสช่า นั่นหมายความว่าเขาจะย้ายไปร่วม เบรสชา ในฐานะนักเตะยืมตัวสำหรับปีแรก และต่อมาเปิดเผยค่ายืมอยู่ที่ 1.8 ล้านยูโร (ประมาณ 67.2 ล้านบาท) ซึ่งเขาลงสนามไปทั้งสิ้น 35 เกมในลีกและยิงประตูทั้งสิ้น 6 ลูก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins brescia

ยืมตัวไป เชเซน่า

          ช่วงวันที่ 13 กรกฎาคม 2011 เขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม เชเซน่า ในสัญญายืมตัวชั่วคราวมูลค่า 2.2 ล้านยูโร (ประมาณ 82.2 ล้านบาท) และลงสนามช่วยทีมไปทั้งสิ้น 17 เกม แต่ซัดได้เพียง 2 ประตูเท่านั้น

ซามพ์โดเรีย

          ในวันที่ 24 มกราคม 2012 เอแดร์ ตบเท้าร่วมทีม ซามพ์โดเรีย ในสัญญายืมตัวมูลค่า 1.1 ล้านยูโร (ประมาณ 41.1 ล้านบาท) จากสโมสร เชเซน่า โดยเขาสามารถเปิดฉากสกอร์แรกกับทีมในแมตช์ที่เสมอกับ วิเชนซ่า 1-1 ตอนวันที่ 21 เมษายน 2012

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins sampdoria

          จนกระทั่งวันที่ 3 กรกฎาคม 2012 ทางสโมสร ซามพ์โดเรีย ตัดสินใจเซ็นเผ่านาร่วมทีมแบบเต็มตัวด้วยระยะสัญญายาวนานทั้งสิ้น 5 ปี โดยบวกเข้าไปอีก 3 ล้านยูโร (ประมาณ 112.1 ล้านบาท) ทำให้ดีลของเขาจบลงที่ 4.1 ล้านยูโร (ประมาณ 153.2 ล้านบาท) ในขณะที่ เอ็มโปลี สโมสรที่ปั้นเขามาจะได้รับเงินทั้งสิ้น 7 ล้านยูโร (ประมาณ 261.6 ล้านบาท) จากปี 2010 ถึง 2012

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins sampdoria

          เอแดร์ ลงสนามช่วยทีมไปทั้งหมด 112 เกมลีกในฐานะนักเตะของสโมสร และซัดไปเน้นๆ 40 ประตูตลอด 4 ฤดู (2012-2016)

อินเตอร์ มิลาน

          ตอนวันที่ 29 มกราคม 2016 เอแดร์ ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม อินเตอร์ มิลาน ด้วยสัญญายีมตัวหนึ่งปีครึ่งมูลค่า 1.2 ล้านยูโร (ประมาณ 44.8 ล้านบาท) พ่วงเงื่อนไขสามารถปรับเปลี่ยนเป็นสัญญาถาวรได้ในอนาคต แต่ทว่าเขาได้รับการต่อสัญญามากขึ้นจนถึงปี 2020 และรับค่าเหนื่อยประมาณ ปีละ 1.5 ล้านยูโร (ประมาณ 56 ล้านบาท) โดยจะใส่เสื้อหมายเลข 23

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins inter milan

          เขาลงสนามเปิดฉากสีเสื้อใหม่ช่วงวันที่ 31 มกราคม 2016 ในแมตช์ที่แพ้ เอซี มิลาน 0-3 จนกระทั่งอีกหนึ่งปีต่อมา (28 มกราคม 2017) เขาสามารถทำประตูฉลองลงสนามครบ 200 นัดในศึก กัลโช่ เซเรีย อา จากเกมที่เปิดรังถล่ม เปสคาร่า 3-0

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เกียรติประวัติส่วนตัว

– ดาวซัลโวสูงสุด : กัลโช่ เซเรีย บี ฤดู 2009-10 (27 ประตู)

ufa1688

 

ประวัติ แฮร์รี่ แม็คไกวร์

แฮร์รี่ แม็คไกวร์ หรือ เจค็อบ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ เกิดขึ้นในวันที่ 5 มีนาคม 1993 เขากำเนิดและเติบโตขึ้นมาในเมือง เชฟฟิลด์ ประเทศ England  ในช่วงวัยเด็กของ แม็คไกวร์ เขาเป็นเด็กชายที่มีรูปร่างสูงใหญ่ และชอบเล่นกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ โดยก้าวแรกของการเข้าสู่วงการฟุตบอลของเขานั้น ได้เกิดขึ้นจากการแนะนำของ โจ แม็คไกวร์ พี่ชายของเขา แต่ในตอนนั้นเขาเป็นเพียงเด็กที่เล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ และพี่ชายอยู่ในระแวกบ้านเพียงเท่านั้น จนกระทั่งเขาเริ่มมีความคิดที่มันมาไกลจนกลายเป็นความฝันที่อยากจะติดทีมชาติเมืองผู้ดีสักครั้ง แฮร์รี่ แมคไกวร์ จึงตัดสินใจที่จะเข้าร่วมคัดเลือกเป็นดาวเตะเยาวชนในทีม เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เพื่อหวังจะพัฒนาฝีเท้าของตัวเองให้มีความเก่งกาจและพิชิตความฝันของตัวเองให้จงได้    ufa1688 

harry-maguire-brother-Joe
แม็คไกวร์ ได้รับการแนะนำและชักชวนในการเล่นฟุตบอลจาก โจล แม็คไกวร์ ผู้เป็นพี่ชาย

ก้าวแรกในวงการฟุตบอล เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด
harry-maguire-sheffield-united
แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ได้เข้ามาอยู่กับทีมเยาวชนกับทาง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และถูกเรียกขึ้นทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 18 ปี

ในช่วงแรกที่ แฮร์รี่ แมกไกวร์ ได้เข้ามาเป็นเยาวชนอยู่ในศูนย์ฝึกเยาวชนของสโมสร เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด นั้น เขาได้เล่นในตำแหน่งห้องเครื่องแดนกลาง จนกระทั่งเขามีอายุประมาณ 16-17 ปี ร่างกายของเขาได้มีการเจริญเติบโตและสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนโค้ชผู้ฝึกสอนในทีมเยาวชนของเขานั้น ได้แนะนำให้เขาลองเล่นในตำแหน่งกองหลัง แมไกวร์ จึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงและย้ายมาเล่นในตำแหน่งกองหลังในทันที ซึ่งถือได้ว่าเขาทำผลงานในตำแหน่งกองหลังออกมาได้อย่างสุดยอด เขามีความขยันในการฝึกซ้อมอย่างไม่หยุดเพื่อพยายามพิสูจน์และผลักดันตัวเองในขึ้นไปติดทีมชุดใหญ่ของสโมสรให้ได้ จนในปี 2011 แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ในวัย 18 ปี เขาได้ถูกเรียกขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ของสโมสร เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ได้เป็นครั้งแรก และได้ลงสนามให้กับสโมสรเป็นครั้งแรกในเกมที่พบกับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ในฐานะของนักเตะสำรอง ในช่วงระยะเดือนเมษายน 2011 ซึ่งถือได้ว่าทำผลงานออกมาได้อย่างน่าประทับใจ แม้ว่าจะมีบางโอกาสที่ผิดพลาดไปบ้าง แต่ในการแข่งขันนัดต่อๆ มา เขาก็สามารถกลายมาเป็นตัวหลักให้กับทางสโมสรได้สำเร็จ และในขณะนั้นนับเป็นช่วงที่ แม็กไกวร์ ยังมีอายุที่น้อยและยังขาดประสบการณ์เป็นอย่างมาก จึงทำให้เขามีจุดเดือดที่ต่ำและสกัดบอลด้วยลูกเล่นที่หนักหน่วงอยู่บ่อยๆ แม้ว่านั่นจะเป็นผลเสียในการเล่นฟุตบอลแบบเป็นทีม แต่ถือว่าเขาสามารถซื้อใจสาวกของสโมสร เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ได้เป็นจำนวนมาก แต่ยังไงก็ตามเขาก็ไม่สามารถช่วยให้ทีมหนีตกชั้นได้และต้องตกไปเล่นในศึก League One ซึ่งในฤดูกาล 2012-2013 แมไกวร์ ได้ก้าวขึ้นเป็นกำลังหลักของสโมสรได้อย่างรวดเร็ว หลังจากที่เขาลงสนามในเกมนัดเปิดฤดูกาลและสามารถทำประตูแรกในชีวิตการค้าแข้งได้สำเร็จ และด้วยความแข็งแกร่งและดุดันในตัวของเขานั้นทำให้ทีมไม่มีปัญหาในเรื่องของแนวรับแม้แต่อย่างใด และ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ยังเกือบที่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสรได้สำเร็จด้วยการเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ในศึก FA Cup ได้สำเร็จ เพียงแต่ต้องถูกหยุดที่รอบ 4 ทีมสุดท้ายโดย ฮัลล์ ซิตี้ ด้วยสกอร์ 3-5 แต่ยังไงก็ตามด้วยความเก่งกาจและกล้าเล่นเกินวัยของเขา ฟอร์มได้เป็นสะดุดตากับสโมสรชั้นนำในศึก Premier League อย่างมากมาย แต่ในที่สุดแล้วเขากลับเลือกที่จะย้ายไปอยู่กับทางสโมสร ฮัลล์ ซิตี้ ที่กำลังจะเลื่อนชั้นขึ้นไปสู้ศึก  Premier League  ในปี 2014-2015

ประสบการณ์ใหม่บนเวที  Premier League 
harry-maguire-hull-city
หลังจากทำผลงานกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด อย่างสุดยอดแล้ว ฮัลล์ ซิตี้ จึงตัดสินใจรีบซื้อตัว แม็คไกวร์ เข้ามาร่วมทีมทันที

แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ตัดสินใจย้ายสโมสรมาอยู่กับทาง ฮัลล์ ซิตี้ ในปี 2014 เพื่อที่จะต้องการหาประสบการณ์และความท้าทายใหม่ๆ ให้กับตัวเอง เพราะในขณะนั้น ฮัลล์ ซิตี้ เป็นสโมสรที่เพิ่งจะเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นอยู่บนลีกสูงสุดของเมืองผู้ดีได้สำเร็จ แต่อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าการขึ้นมาเล่นอยู่บนลีกสูงสุดของประเทศอย่าง  Premier League  นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายสำหรับ แม็คไกวร์ เพราะด้วยระดับของฟุตบอลและการแข่งขันที่สูงขึ้นนั้น ทำให้ สตีฟ บรูซ กุนซือของ ฮัลล์ ซิตี้ ในเวลานั้นมองเห็นว่า แมกไกวร์ น่าจะยังขาดในเรื่องของประสบการณ์ และดูเหมือนว่าเขาจะยังพร้อมสำหรับการแข่งขันบนเวที Premier League  จึงได้ทำการตัดสินใจที่จะปล่อยตัว แฮรี่ แมไกวร์ ให้กับทางสโมสร วีแกน แอธเลติก ได้ยืมตัวเขาไปใช้งานเป็นระยะเวลาครึ่งฤดูกาล ก่อนที่เขาจะกลับมาพร้อมกับความแข็งแกร่งและกลายมาเป็นกำลังหลักของสโมสรได้สำเร็จ แต่แม้ว่าว่าในปี 2015 สโมสรฮัลล์ ซิตี้ จะต้องตกชั้นไปเล่นอยู่ในลีก แชมเปี้ยนส์ชิพ อีกครั้ง แต่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ก็ไม่ทำให้สาวกของสโมสรต้องเสียใจ โดยเขาใช้เวลาเพียงหนึ่งซีซั่นเท่านั้น ก็สามารถนำทีมกลับขึ้นมาเล่นบนศึก Premier League ได้ โดยใน ฤดูกาล 2016-2017 เขาใช้เวลาในการพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดของ England ได้อย่างรวดเร็ว จากการดูแลและแนะนำของ มาร์โก ซิลวา กุนซือในเวลานั้น และจากการแนะนำจากกุนซือรายนี้จึงทำให้เขาได้ขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมพร้อมทั้งยังได้รับบทบาทในการเป็นกัปตันทีมอย่างเต็มภาคภูมิ แต่ถึงจะทำผลงานออกมาได้อย่างน่าประทับใจสักเท่าไหร่ก็ตาม จบลงฤดูกาล 2016-2017 ฮัลล์ ซิตี้ ก็ต้องตกชั้นอีกครั้ง จึงทำให้ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ได้กลายเป็นที่หมายตาของเหล่าสโมสรน้อยใหญ่ใน  Premier League  อย่างมากมาย แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ได้ตัดสินใจที่จะเลือกย้ายไปเล่นให้กับสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยราคาค่าตัวประมาณ 17 ล้านปอนด์

เดินทางหาความสำเร็จกับ จิ้งจอกสยาม
harry-maguire-the-fox-leicster

การย้ายเข้ามาสู่สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ของ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ นั้นถือว่าเขาสามารถเข้ามากลายเป็นกำลังสำคัญของสโมสรได้ในทันที และนอกจากเกมรับที่เหนียวแน่นดั่งกำแพงเหล็กแล้ว เขายังสามารถขึ้นไปช่วยทำประตูให้กับสโมสรได้อย่างมากมาย และแม้ว่าว่าจะเป็นเพียงการเริ่มต้นการค้าแข้งกับทางทีมใหม่ของตัวเขาเอง แต่ก็ แม็กไกวร์ ก็สามารถซื้อใจเพื่อนร่วมทีมและสาวกได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าว่าในปีแรกในการย้ายเข้ามาอยู่กับ เลสเตอร์ ซิตี้ เขาจะไม่มีรางวัลอะไรแต่ก็สามารถทำให้สโมสรชั้นนำหลายๆ ทีมได้รู้จักชื่อของ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ได้อย่างมากขึ้น และด้วยฟอร์มการเล่นที่มีความแข็งแกร่งและดุดันจึงทำให้เขาสามารถมีชื่อติดทีมชาติเมืองผู้ดีไปลุยฟุตบอลโลกปี 2018 ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งนี่นับเป็นความฝันที่เป็นจริงของเขาเลยก็ว่าได้

ยังไงก็ตาม การแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ก็เป็นรายการการแข่งขันที่ทำให้หลายๆ คนในทีมชาติเมืองผู้ดีได้ทำการแจ้งเกินขึ้นมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะตัวของ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ที่หลังจบทัวร์นาเมนต์อันสุดยิ่งใหญ่ในชีวิตลงไปแล้วนั้นก็ได้มีมากมายสโมสรยอดทีมอย่างมากมายให้ความสนใจในตัวเขา และพร้อมที่จะทุ่มเงินอันมหาศาลเพื่อทำการสู่ขอตัวเขาเข้ามาอยู่ในอ้อมอกของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่มากมาย โดยเฉพาะ ปีศาจแดง ที่ได้ยื่นข้อเสนอเขามาให้กับทาง เลสเตอร์ ซิตี้ ได้พิจารณาเป็นจำนวนเงินถึง 60 ล้านปอนด์ แต่ก็ถูกทางทัพ จิ้งจอกสยาม ได้ทำการปฏิเสธกลับไป พร้อมทั้งประกาศออกสื่ออย่างชัดเจนว่า “แนวรับตัวเก่งของเรา ไม่ได้มีเอาไว้ขายเพื่อหาผลกำไรเข้าสโมสรแม้แต่อย่างใด เราพอใจกับผลงานการเล่นของเขา และขอแสดงความยินดีกับอันดับที่ 4 ในฟุตบอลโลก 2018 และเรายังเชื่อมั่นว่าเขาจะยังคงอยู่กับสโมสรของเราต่อไป”

ความฝันที่กลายเป็นจริง ติดทีมชาติ England 
harry-maguire-england-world-cupหลังจากที่ แม็กไกวร์ ได้ย้ายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทางสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ และทำผลงานกับทางสโมสรออกมาได้อย่างแบบดีเกินคาด ทำให้ แกเร็ธ เซาธ์เกต เรียกเขาเข้ามาติดทีมชาติ England ในเกมการแข่งขันนัดกระชับมิตรเป็นครั้งแรก ซึ่งนั่นนับเป็นก้าวที่สำคัญในการติดทีมชาติของตัว แม็คไกวร์ เลยก็ว่าได้ เพราะในเวลาต่อมาหลังจบฤดูกาล 2017-2018 เขาได้มีชื่อติดเป็นดาวเตะ 23 คนที่ได้ไปลุยในศึก ฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งความแข็งแกร่งและความดุดันของเขาผสมในการสอดแทรกขึ้นไปทำประตูได้แบบเรื่อยๆ ทำให้เขากลายเป็นกองหลังคนแรกๆ ที่ แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือชาติเมืองผู้ดี จะเลือกใช้งานเป็นรายแรกๆ ตลอด และจากผลงานที่ดีอย่างไม่หยุดของทีมชาติเมืองผู้ดีชุดพลังหนุ่มนี้ ทำให้พวกเขาสามารถเล่นได้แบบสมบูรณ์แบบและทำผลงานออกมาได้อย่างดีเกินคาด หลังจากที่พวกเขาสามารถทะลุเข้าไปถึงรอบ 4 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ แต่ต้องพ่ายแพ้ไปให้กับทางด้าน ทีมชาติโครเอเชีย ในช่วงต่อเวลาพิเศษไปด้วยผลการแข่งขัน 2-1 ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและเสียใจสำหรับตัว แม็กไกวร์ เป็นอย่างมาก เพราะหลังจากที่ทีมชาติเมืองผู้ดีจะไม่สามารถเดินทางเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ได้แล้ว พวกเขายังคงทำผลงานในนัดชิงทีม 3 อีกครั้ง ด้วยการพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติเบลเยี่ยมไปด้วยสกอร์ 2-0 โดยทีมชาติเมืองผู้ดีของเขานั้นต้องจบทัวร์นาเมนต์นี้ไว้เพียงแค่ที่ 4 เท่านั้น

ก้าวเข้าสู่ โรงละครแห่งความฝัน
Harry-Maguire-ManU-vs-Chelsea
แมคไกวร์ ทำผลงานได้อย่างสุดยอดในเกมที่เอาชนะสิงห์สำอางไปได้ 4-0

หลังจากที่ตัวเขาทำผลงานอย่างสุดยอดกับสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้  Season  2018-2019 ทำให้ แมคไกวร์ ได้รับความสนใจจาก 2 ทีมยักษ์ใหญ่ในศึก  Premier League  เมืองผู้ดี ทั้ง เรือใบสีฟ้า และ แมนฯ ยู ซึ่งทั้ง 2 ทีมยักษ์ใหญ่แห่งเมืองแมนเชสเตอร์นี้ได้พยายามที่จะติดต่อขอเจรจาและยื่นข้อเสนอให้กับทาง เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมของ แฮรี่ แม็คไกวร์ ซึ่งทางทัพจิ้งจอกสยามนั้นมีความต้องการที่จะปล่อยตัวแนวรับร่างใหญ่รายนี้ไปก็ต่อเมื่อได้ค่าตัวเป็นจำนวนเงินถึง 80 ล้านปอนด์เท่านั้น จึงทำให้ทางด้าน เรือใบสีฟ้า ได้ทำการถอนตัวจากการไล่ล่านักเตะรายนี้ ซึ่งนับเป็นการเปิดทางให้ แมนฯยูไนเต็ด ได้เข้าเจรจากับทาง เลสเตอร์ ซิตี้ ได้อย่างเต็มรูปแบบ และสามารถทำการซื้อตัว แมคไกวร์ เข้ามาสู่สโมสรได้สำเร็จก่อนที่จะเปิดฤดูกาล 2019-2020 ด้วยค่าตัวราวๆ 85 ล้านปอนด์ โดยได้รับสัญญาทั้งหมด 6 ปี และได้เลือกสวมเสื้อหมายเลข 5 ตามไอดอลของเขาอย่าง ริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตตำนานแนวรับของทัพเรดเดวิ้ว นอกจากนี้ตัวเขายังถือว่าเป็น กองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก

ซึ่งหลังจากย้ายเข้ามาสู่ถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ได้ไม่นานมากนัก แมคไกวร์ ก็สามารถที่จะเข้ามาเป็นตัวหลักของ แมนฯยูไนเต็ด ได้อย่างรวดเร็ว เขาสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้ตั้งแต่เกมการแข่งขันนัดที่หนึ่งในการเปิดซีซั่นใหม่ของการแข่งขันศึก  Premier League  เมืองผู้ดี ได้ โดยเขาทำผลงานออกมาได้อย่างน่าประทับใจและมีส่วนช่วยให้ทีมไม่เสียประตูในเกมที่เอาชนะสิงห์สำอางคาบ้านไปได้ถึง 4-0 ซึ่งในเกมดังกล่าวนั้น แฮรี่ แมคไกวร์ ยังเป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ประจำการแข่งขันอีกด้วย นับเป็นการเปิดตัวการทางสโมสรใหม่ได้อย่างสุดยอด ทำให้ในขณะนี้ตัวเขาได้กลายเป็นขวัญในใจแนวรับคนใหม่ของบรรดากองเชียร์แมนยูได้ทันที

เกียรติประวัติประจำตัว
harry-maguire-trophy

สโมสร
ฮัลล์ ซิตี้

EFL Championship Playoff : 2016

ทีมชาติ England 
UEFA Nations League third place : 2018-2019

รางวัลส่วนตัว
Young Player of the Month : 2011

Sheffield United Young Player of the Year : 2011-2012

Sheffield United Player of the Year : 2011-2012,  2012-2013, 2013-2014

PFA League One Team of the Year : 2011-2012,  2012-2013, 2013-2014

League One Team of the Season : 2013-2014

Hull City Fans Player of the Year : 2016-2017

Hull City Player of the Year : 2016-2017

Leicester City Player of the Season : 2017-2018

Leicester City Players Player of the Season : 2017-2018

ประวัติ David Alaba ( ดาวิด อลาบ้า )

ประวัติ David Alaba ( ดาวิด อลาบ้า ) เกิดวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1992 อายุ 26 ปี นักเตะชาวออสเตรีย  ส่วนสูง 1.8 เมตร หรือ 5 ฟุต 10.9 นิ้ว  ตำแหน่ง แบ็กซ้าย  ufa1688  , กองกลาง ปัจจุบันเล่นให้กับทีม บาเยิร์นมิวนิก สโมสรชื่อดังแห่งลีก บุนเดสลีกา เยอรมัน  ใส่เสื้อหมายเลข 27      ดาวิด อลาบ้า เริ่มไปสู่เส้นทางการเล่นบอลนัดแรกปี 2001-2002 ร่วมกับสโมสรเยาวชน แอสเบ อาสเพิร์น เพียงแค่ปีเดียว และได้ย้ายร่วมเล่นกับสโมสร ออสเตรีย เวียนนา ปี 2002-2008 ตรงเวลา 6 ปี  ซึ่งในเวลาต่อมาได้ย้ายเผ่านาเล่นกับสโมสรเยาวชนที่เยอรมันกับ บาเยิร์นมิวนิก ปี 2008-2009 เพียงปีเดียวและได้ก้าวขึ้นมาเล่นในระดับสโมสรอาชีพของ บาเยิร์นมิวนิก 2 ปี 2009-2010 ลงเล่นมากกว่า 33 ครั้ง ต่อมาปี 2010 ร่วมเล่นกับบาเยิร์นมิวนิก ลงเล่นกว่า 115 ครั้ง จากนั้นปี 2011 ได้เผ่านาเล่นกับ 1899 ฮ็อฟเฟินไฮม์ ในฐานะนักเตะยืมตัว ปัจจุบันอยู่ร่วมทีมกับบาเยิร์นมิวนิก           David Alaba ได้เข้าเล่นบอลในระดับทีมชาติออสเตรียนัดแรกปี 2007-2009 ในรุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปี , ปี 2010 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 21 ปี , ปี 2009-2010 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 21 ปี  ซึ่งได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของออสเตรีย เมื่อครั้งที่อายุเพียง 19 ปี และปี 2009 ได้รับโอกาสร่วมเล่นในทีมชาติออสเตรียชุดใหญ่เป็นนัดแรก โดยลงเล่นกว่า 41 ครั้ง สไตล์การเล่นที่มีความโดดเด่นในเกมรับและการครองบอลได้ดีเยี่ยม มีทักษะการเล่นที่ดี จึงเป็นนักเตะทีมชาติออสเตรียอีกหนึ่งคนที่สำคัญ

ผลงานที่น่าสนใจ
ปี 2009-2010 , 22012-2013 , 2013-2014 , 2014-2015 , 2016-2017 , 2017-2018 , 20158-2019 , 2019-2020 บุนเดสลีกา –บาเยิร์นมิวนิค
ปี 2012-2013 , 2013-2014 , 2014-2015 , 2015-2016 , 2018-2019 , 2019-2020 DFB-Pokal – บาเยิร์นมิวนิค
ปี 2016 , 22018 DFL-Supercup – บาเยิร์นมิวนิค
ปี 2012-2013 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก – บาเยิร์นมิวนิค
ปี 2013 ยูฟ่าซูเปอร์คัพ – บาเยิร์นมิวนิค
ปี 2013 FIFA Club World Cup- บาเยิร์นมิวนิค
รางวัล นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีออสเตรีย ปี 2011 , 2012 , 2013 , 2014 , 2015 , 2016
รางวัล Austrian Sports Personality of the Year ปี 2013 , 2014
รางวัล UEFA Team of the Year ปี 2013 , 2014 , 2015
รางวัล European Sports Media 2013-2014
รางวัล France Football 2015
รางวัลทีมยอดเยี่ยมประจำฤดู 2014-2015 , 2015-2016
รางวัล FIFPro World Players’ Union 2013 , 2014 , 2015 , 22016
รางวัล FIFA FIFPro World XI 2017
เขาแปลงเป็นนักเตะที่มีทักษะและพรสวรรค์ของการเล่นบอลอย่างมากและมีรางวัลการันตีมาแล้วหลายรางวัลจึงเปลี่ยนเป็นเจ้าหนูมหัศจรรย์คนหนึ่งที่น่าจับตามองเมื่อเขาเริ่มของการเล่นบอลเมื่อตั้งแต่อายุยังน้อย
แบ็คซ้ายดาวรุ่งที่ เป๊บ กวาดิโอล่า หวงนักหวงหนากับความถนัดที่เกินวัยเเละมีส่วนช่วยสร้างความสำเร็จให้กับเสื้อใต้ บาเยิร์น มิวนิค อย่างอย่างมากในตอนนี้ รวมทั้งเป็นที่หมายปองของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายๆ ทีมด้วยกัน
DAVID ALABA นั้นเกิดในปี ค.ศ. 1992 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยเขาไม่ได้มีเชื้อสายออสเตรียเลยเเม้เเต่น้อยเพราะพ่อของเขาเป็นชาวไนจีเรียส่วนเเม่เป็นชาวฟิลิปปินส์ เเต่ก็ได้รับสัญชาติออสเตรีย เเละเริ่มเล่นบอลกับทีมเยาวชนแอสเบ อาสเพิร์น ก่อนที่จะมาเป็นออสเตรีย เวียนนา เเละสุดท้ายถูกดึงตัวมายังเยอรมัน โดยมาอยู่ในความดูเเลของทีมเยาวชนบาเยิร์นมิวนิค ก่อนที่ในฤดู 2009 จะถูกดันขึ้นมาเล่นยังทีมสำรองของเสือใต้เเละทำผลงานได้อย่างดีจนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในฤดู 2010 เเละสามารถสร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจ จนเปลี่ยนเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่บาเยิร์น มิวนิค จะขาดไม่ได้เลยในเกมส์สำคัญๆ ส่วนในนามทีมชาติออสเตรียนั้นเขาติดทีมชาติออสเตรียตั้งเเต่ชุดยู 17 จนถึงทีมชาติชุดใหญ่ เเต่ก็ไม่ได้มีความสำเร็จอย่างมากอะไรนัก
ลีลาการเล่นของ ดาวิด อลาบา นั้นถือว่ามีความน่าสนใจกับความเเข็งเเกร่งของร่างกายที่วิ่งไม่มีหมด เเถมยังมีความยืดหยุ่นสูง ช่วยให้เเนวรับของบาเยิร์น มิวนิค นั้นมีความเเข็งเเกร่งเป็นเป็นอย่างมากเลยทีเดียว รวมทั้งการเดิมเกมส์รุกก็ทำได้อย่างน่าสนใจ จน เป๊บ กวาดิโอล่า ถึงกับออกปากชมอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งผู้เล่นแนวรับอย่างงี้นัยหาไม่ได้ง่ายๆ นักทั้งๆ ที่อายุยังน้อยมาก