ประวัติ เอแดร์ มาร์ตินส์

sport-idol.com
Home ประวัตินักกีฬา ประวัตินักเตะ เอแดร์ มาร์ตินส์
ประวัติ เอแดร์ มาร์ตินส์
 Eaw11 |  29/03/2017 14:35 น. |  142 Views
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins

ชื่อเต็ม : เอแดร์ มาร์ตินส์
วันเกิด : 15 พฤศจิกายน 1986
สถานที่เกิด : เลาโร่ มุลเลอร์, ประเทศบราซิล
สัญชาติ : อิตาลี
ส่วนสูง : 179 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า / ปีก
สโมสรปัจจุบัน : อินเตอร์ มิลาน

ประวัติส่วนตัว

          เอแดร์ ซิตาดิน มาร์ตินส์ (เกิด 15 พฤศจิกายน 1986) หรือเรียกสั้นๆ ว่า "เอแดร์" นักเตะอาชีพตำแหน่งศูนย์หน้าของสโมสร อินเตอร์ มิลาน และทีมชาติอิตาลี เขาเริ่มค้าแข้งกับทีม คริคูม่า ในประเทศบราซิล ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับ เอ็มโปลี สโมสรแดนมักกะโรนีในเดือนมกราคม 2006

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

          เขาเกิดที่เมืองเลาโร่ มุลเลอร์, รัฐซานต้า คาตาริน่า และเริ่มการค้าแข้งอาชีพที่ คาตาริเนนเซ่ คลับ คริคูม่า เอสปอร์เต้ คลูเบ้ ในวัย 19 ปี ก่อนจะเซ็นสัญญากับสโมสรจากอิตาลีอย่าง เอ็มโปลี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins Criciuma

โฟรซิโนเน่

          เอแดร์ ย้ายไปร่วมทีม โฟรซิโนเน่ ด้วยสัญญาเจ้าของร่วม มูลค่า 600,000 ยูโร (ประมาณ 22.4 ล้านบาท) ในเดือนมิถุนายน 2008 และถูกยืมตัวไปเล่นในครึ่งฤดูหลังของ เซเรีย บี ซีซั่น 2007-08

กลับสู่ เอ็มโปลี

          เอ็มโปลี ซื้อตัว เอแดร์ กลับจาก โฟรซิโนเน่ ในเดือนมิถุนายน 2009 ด้วยค่าตัว 2.42 ล้านยูโร (ประมาณ 90 ล้านบาท) และสร้างความประทับใจในตำแหน่งศูนย์หน้า และเคยซัด 4 ประตูในเกมที่เอาชนะ ซาแลร์นิตาน่า 5-2 ตอนวันที่ 15 เมษายน 2010 ทำให้เขาจบ เซเรีย บี ฤดู 2009-10 ในฐานะดาวซัลโวสูงสุด 27 ประตู

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins empoli

ยืมตัวไป เบรสชา

          ในวันที่ 20 สิงหาคม 2010 เอแดร์ เซ็นสัญญา 1+4 ปี กับทีมน้องใหม่ เซเรีย อา อย่าง เบรสช่า นั่นหมายความว่าเขาจะย้ายไปร่วม เบรสชา ในฐานะนักเตะยืมตัวสำหรับปีแรก และต่อมาเปิดเผยค่ายืมอยู่ที่ 1.8 ล้านยูโร (ประมาณ 67.2 ล้านบาท) ซึ่งเขาลงสนามไปทั้งสิ้น 35 เกมในลีกและยิงประตูทั้งสิ้น 6 ลูก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins brescia

ยืมตัวไป เชเซน่า

          ช่วงวันที่ 13 กรกฎาคม 2011 เขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม เชเซน่า ในสัญญายืมตัวชั่วคราวมูลค่า 2.2 ล้านยูโร (ประมาณ 82.2 ล้านบาท) และลงสนามช่วยทีมไปทั้งสิ้น 17 เกม แต่ซัดได้เพียง 2 ประตูเท่านั้น

ซามพ์โดเรีย

          ในวันที่ 24 มกราคม 2012 เอแดร์ ตบเท้าร่วมทีม ซามพ์โดเรีย ในสัญญายืมตัวมูลค่า 1.1 ล้านยูโร (ประมาณ 41.1 ล้านบาท) จากสโมสร เชเซน่า โดยเขาสามารถเปิดฉากสกอร์แรกกับทีมในแมตช์ที่เสมอกับ วิเชนซ่า 1-1 ตอนวันที่ 21 เมษายน 2012

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins sampdoria

          จนกระทั่งวันที่ 3 กรกฎาคม 2012 ทางสโมสร ซามพ์โดเรีย ตัดสินใจเซ็นเผ่านาร่วมทีมแบบเต็มตัวด้วยระยะสัญญายาวนานทั้งสิ้น 5 ปี โดยบวกเข้าไปอีก 3 ล้านยูโร (ประมาณ 112.1 ล้านบาท) ทำให้ดีลของเขาจบลงที่ 4.1 ล้านยูโร (ประมาณ 153.2 ล้านบาท) ในขณะที่ เอ็มโปลี สโมสรที่ปั้นเขามาจะได้รับเงินทั้งสิ้น 7 ล้านยูโร (ประมาณ 261.6 ล้านบาท) จากปี 2010 ถึง 2012

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins sampdoria

          เอแดร์ ลงสนามช่วยทีมไปทั้งหมด 112 เกมลีกในฐานะนักเตะของสโมสร และซัดไปเน้นๆ 40 ประตูตลอด 4 ฤดู (2012-2016)

อินเตอร์ มิลาน

          ตอนวันที่ 29 มกราคม 2016 เอแดร์ ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม อินเตอร์ มิลาน ด้วยสัญญายีมตัวหนึ่งปีครึ่งมูลค่า 1.2 ล้านยูโร (ประมาณ 44.8 ล้านบาท) พ่วงเงื่อนไขสามารถปรับเปลี่ยนเป็นสัญญาถาวรได้ในอนาคต แต่ทว่าเขาได้รับการต่อสัญญามากขึ้นจนถึงปี 2020 และรับค่าเหนื่อยประมาณ ปีละ 1.5 ล้านยูโร (ประมาณ 56 ล้านบาท) โดยจะใส่เสื้อหมายเลข 23

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Éder martins inter milan

          เขาลงสนามเปิดฉากสีเสื้อใหม่ช่วงวันที่ 31 มกราคม 2016 ในแมตช์ที่แพ้ เอซี มิลาน 0-3 จนกระทั่งอีกหนึ่งปีต่อมา (28 มกราคม 2017) เขาสามารถทำประตูฉลองลงสนามครบ 200 นัดในศึก กัลโช่ เซเรีย อา จากเกมที่เปิดรังถล่ม เปสคาร่า 3-0

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เกียรติประวัติส่วนตัว

– ดาวซัลโวสูงสุด : กัลโช่ เซเรีย บี ฤดู 2009-10 (27 ประตู)

ufa1688

 

ประวัติ แฮร์รี่ แม็คไกวร์

แฮร์รี่ แม็คไกวร์ หรือ เจค็อบ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ เกิดขึ้นในวันที่ 5 มีนาคม 1993 เขากำเนิดและเติบโตขึ้นมาในเมือง เชฟฟิลด์ ประเทศ England  ในช่วงวัยเด็กของ แม็คไกวร์ เขาเป็นเด็กชายที่มีรูปร่างสูงใหญ่ และชอบเล่นกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ โดยก้าวแรกของการเข้าสู่วงการฟุตบอลของเขานั้น ได้เกิดขึ้นจากการแนะนำของ โจ แม็คไกวร์ พี่ชายของเขา แต่ในตอนนั้นเขาเป็นเพียงเด็กที่เล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ และพี่ชายอยู่ในระแวกบ้านเพียงเท่านั้น จนกระทั่งเขาเริ่มมีความคิดที่มันมาไกลจนกลายเป็นความฝันที่อยากจะติดทีมชาติเมืองผู้ดีสักครั้ง แฮร์รี่ แมคไกวร์ จึงตัดสินใจที่จะเข้าร่วมคัดเลือกเป็นดาวเตะเยาวชนในทีม เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เพื่อหวังจะพัฒนาฝีเท้าของตัวเองให้มีความเก่งกาจและพิชิตความฝันของตัวเองให้จงได้    ufa1688 

harry-maguire-brother-Joe
แม็คไกวร์ ได้รับการแนะนำและชักชวนในการเล่นฟุตบอลจาก โจล แม็คไกวร์ ผู้เป็นพี่ชาย

ก้าวแรกในวงการฟุตบอล เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด
harry-maguire-sheffield-united
แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ได้เข้ามาอยู่กับทีมเยาวชนกับทาง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และถูกเรียกขึ้นทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 18 ปี

ในช่วงแรกที่ แฮร์รี่ แมกไกวร์ ได้เข้ามาเป็นเยาวชนอยู่ในศูนย์ฝึกเยาวชนของสโมสร เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด นั้น เขาได้เล่นในตำแหน่งห้องเครื่องแดนกลาง จนกระทั่งเขามีอายุประมาณ 16-17 ปี ร่างกายของเขาได้มีการเจริญเติบโตและสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนโค้ชผู้ฝึกสอนในทีมเยาวชนของเขานั้น ได้แนะนำให้เขาลองเล่นในตำแหน่งกองหลัง แมไกวร์ จึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงและย้ายมาเล่นในตำแหน่งกองหลังในทันที ซึ่งถือได้ว่าเขาทำผลงานในตำแหน่งกองหลังออกมาได้อย่างสุดยอด เขามีความขยันในการฝึกซ้อมอย่างไม่หยุดเพื่อพยายามพิสูจน์และผลักดันตัวเองในขึ้นไปติดทีมชุดใหญ่ของสโมสรให้ได้ จนในปี 2011 แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ในวัย 18 ปี เขาได้ถูกเรียกขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ของสโมสร เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ได้เป็นครั้งแรก และได้ลงสนามให้กับสโมสรเป็นครั้งแรกในเกมที่พบกับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ในฐานะของนักเตะสำรอง ในช่วงระยะเดือนเมษายน 2011 ซึ่งถือได้ว่าทำผลงานออกมาได้อย่างน่าประทับใจ แม้ว่าจะมีบางโอกาสที่ผิดพลาดไปบ้าง แต่ในการแข่งขันนัดต่อๆ มา เขาก็สามารถกลายมาเป็นตัวหลักให้กับทางสโมสรได้สำเร็จ และในขณะนั้นนับเป็นช่วงที่ แม็กไกวร์ ยังมีอายุที่น้อยและยังขาดประสบการณ์เป็นอย่างมาก จึงทำให้เขามีจุดเดือดที่ต่ำและสกัดบอลด้วยลูกเล่นที่หนักหน่วงอยู่บ่อยๆ แม้ว่านั่นจะเป็นผลเสียในการเล่นฟุตบอลแบบเป็นทีม แต่ถือว่าเขาสามารถซื้อใจสาวกของสโมสร เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ได้เป็นจำนวนมาก แต่ยังไงก็ตามเขาก็ไม่สามารถช่วยให้ทีมหนีตกชั้นได้และต้องตกไปเล่นในศึก League One ซึ่งในฤดูกาล 2012-2013 แมไกวร์ ได้ก้าวขึ้นเป็นกำลังหลักของสโมสรได้อย่างรวดเร็ว หลังจากที่เขาลงสนามในเกมนัดเปิดฤดูกาลและสามารถทำประตูแรกในชีวิตการค้าแข้งได้สำเร็จ และด้วยความแข็งแกร่งและดุดันในตัวของเขานั้นทำให้ทีมไม่มีปัญหาในเรื่องของแนวรับแม้แต่อย่างใด และ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ยังเกือบที่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสรได้สำเร็จด้วยการเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ในศึก FA Cup ได้สำเร็จ เพียงแต่ต้องถูกหยุดที่รอบ 4 ทีมสุดท้ายโดย ฮัลล์ ซิตี้ ด้วยสกอร์ 3-5 แต่ยังไงก็ตามด้วยความเก่งกาจและกล้าเล่นเกินวัยของเขา ฟอร์มได้เป็นสะดุดตากับสโมสรชั้นนำในศึก Premier League อย่างมากมาย แต่ในที่สุดแล้วเขากลับเลือกที่จะย้ายไปอยู่กับทางสโมสร ฮัลล์ ซิตี้ ที่กำลังจะเลื่อนชั้นขึ้นไปสู้ศึก  Premier League  ในปี 2014-2015

ประสบการณ์ใหม่บนเวที  Premier League 
harry-maguire-hull-city
หลังจากทำผลงานกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด อย่างสุดยอดแล้ว ฮัลล์ ซิตี้ จึงตัดสินใจรีบซื้อตัว แม็คไกวร์ เข้ามาร่วมทีมทันที

แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ตัดสินใจย้ายสโมสรมาอยู่กับทาง ฮัลล์ ซิตี้ ในปี 2014 เพื่อที่จะต้องการหาประสบการณ์และความท้าทายใหม่ๆ ให้กับตัวเอง เพราะในขณะนั้น ฮัลล์ ซิตี้ เป็นสโมสรที่เพิ่งจะเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นอยู่บนลีกสูงสุดของเมืองผู้ดีได้สำเร็จ แต่อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าการขึ้นมาเล่นอยู่บนลีกสูงสุดของประเทศอย่าง  Premier League  นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายสำหรับ แม็คไกวร์ เพราะด้วยระดับของฟุตบอลและการแข่งขันที่สูงขึ้นนั้น ทำให้ สตีฟ บรูซ กุนซือของ ฮัลล์ ซิตี้ ในเวลานั้นมองเห็นว่า แมกไกวร์ น่าจะยังขาดในเรื่องของประสบการณ์ และดูเหมือนว่าเขาจะยังพร้อมสำหรับการแข่งขันบนเวที Premier League  จึงได้ทำการตัดสินใจที่จะปล่อยตัว แฮรี่ แมไกวร์ ให้กับทางสโมสร วีแกน แอธเลติก ได้ยืมตัวเขาไปใช้งานเป็นระยะเวลาครึ่งฤดูกาล ก่อนที่เขาจะกลับมาพร้อมกับความแข็งแกร่งและกลายมาเป็นกำลังหลักของสโมสรได้สำเร็จ แต่แม้ว่าว่าในปี 2015 สโมสรฮัลล์ ซิตี้ จะต้องตกชั้นไปเล่นอยู่ในลีก แชมเปี้ยนส์ชิพ อีกครั้ง แต่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ก็ไม่ทำให้สาวกของสโมสรต้องเสียใจ โดยเขาใช้เวลาเพียงหนึ่งซีซั่นเท่านั้น ก็สามารถนำทีมกลับขึ้นมาเล่นบนศึก Premier League ได้ โดยใน ฤดูกาล 2016-2017 เขาใช้เวลาในการพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดของ England ได้อย่างรวดเร็ว จากการดูแลและแนะนำของ มาร์โก ซิลวา กุนซือในเวลานั้น และจากการแนะนำจากกุนซือรายนี้จึงทำให้เขาได้ขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมพร้อมทั้งยังได้รับบทบาทในการเป็นกัปตันทีมอย่างเต็มภาคภูมิ แต่ถึงจะทำผลงานออกมาได้อย่างน่าประทับใจสักเท่าไหร่ก็ตาม จบลงฤดูกาล 2016-2017 ฮัลล์ ซิตี้ ก็ต้องตกชั้นอีกครั้ง จึงทำให้ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ได้กลายเป็นที่หมายตาของเหล่าสโมสรน้อยใหญ่ใน  Premier League  อย่างมากมาย แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ได้ตัดสินใจที่จะเลือกย้ายไปเล่นให้กับสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยราคาค่าตัวประมาณ 17 ล้านปอนด์

เดินทางหาความสำเร็จกับ จิ้งจอกสยาม
harry-maguire-the-fox-leicster

การย้ายเข้ามาสู่สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ของ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ นั้นถือว่าเขาสามารถเข้ามากลายเป็นกำลังสำคัญของสโมสรได้ในทันที และนอกจากเกมรับที่เหนียวแน่นดั่งกำแพงเหล็กแล้ว เขายังสามารถขึ้นไปช่วยทำประตูให้กับสโมสรได้อย่างมากมาย และแม้ว่าว่าจะเป็นเพียงการเริ่มต้นการค้าแข้งกับทางทีมใหม่ของตัวเขาเอง แต่ก็ แม็กไกวร์ ก็สามารถซื้อใจเพื่อนร่วมทีมและสาวกได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าว่าในปีแรกในการย้ายเข้ามาอยู่กับ เลสเตอร์ ซิตี้ เขาจะไม่มีรางวัลอะไรแต่ก็สามารถทำให้สโมสรชั้นนำหลายๆ ทีมได้รู้จักชื่อของ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ได้อย่างมากขึ้น และด้วยฟอร์มการเล่นที่มีความแข็งแกร่งและดุดันจึงทำให้เขาสามารถมีชื่อติดทีมชาติเมืองผู้ดีไปลุยฟุตบอลโลกปี 2018 ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งนี่นับเป็นความฝันที่เป็นจริงของเขาเลยก็ว่าได้

ยังไงก็ตาม การแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ก็เป็นรายการการแข่งขันที่ทำให้หลายๆ คนในทีมชาติเมืองผู้ดีได้ทำการแจ้งเกินขึ้นมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะตัวของ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ที่หลังจบทัวร์นาเมนต์อันสุดยิ่งใหญ่ในชีวิตลงไปแล้วนั้นก็ได้มีมากมายสโมสรยอดทีมอย่างมากมายให้ความสนใจในตัวเขา และพร้อมที่จะทุ่มเงินอันมหาศาลเพื่อทำการสู่ขอตัวเขาเข้ามาอยู่ในอ้อมอกของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่มากมาย โดยเฉพาะ ปีศาจแดง ที่ได้ยื่นข้อเสนอเขามาให้กับทาง เลสเตอร์ ซิตี้ ได้พิจารณาเป็นจำนวนเงินถึง 60 ล้านปอนด์ แต่ก็ถูกทางทัพ จิ้งจอกสยาม ได้ทำการปฏิเสธกลับไป พร้อมทั้งประกาศออกสื่ออย่างชัดเจนว่า “แนวรับตัวเก่งของเรา ไม่ได้มีเอาไว้ขายเพื่อหาผลกำไรเข้าสโมสรแม้แต่อย่างใด เราพอใจกับผลงานการเล่นของเขา และขอแสดงความยินดีกับอันดับที่ 4 ในฟุตบอลโลก 2018 และเรายังเชื่อมั่นว่าเขาจะยังคงอยู่กับสโมสรของเราต่อไป”

ความฝันที่กลายเป็นจริง ติดทีมชาติ England 
harry-maguire-england-world-cupหลังจากที่ แม็กไกวร์ ได้ย้ายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทางสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ และทำผลงานกับทางสโมสรออกมาได้อย่างแบบดีเกินคาด ทำให้ แกเร็ธ เซาธ์เกต เรียกเขาเข้ามาติดทีมชาติ England ในเกมการแข่งขันนัดกระชับมิตรเป็นครั้งแรก ซึ่งนั่นนับเป็นก้าวที่สำคัญในการติดทีมชาติของตัว แม็คไกวร์ เลยก็ว่าได้ เพราะในเวลาต่อมาหลังจบฤดูกาล 2017-2018 เขาได้มีชื่อติดเป็นดาวเตะ 23 คนที่ได้ไปลุยในศึก ฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งความแข็งแกร่งและความดุดันของเขาผสมในการสอดแทรกขึ้นไปทำประตูได้แบบเรื่อยๆ ทำให้เขากลายเป็นกองหลังคนแรกๆ ที่ แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือชาติเมืองผู้ดี จะเลือกใช้งานเป็นรายแรกๆ ตลอด และจากผลงานที่ดีอย่างไม่หยุดของทีมชาติเมืองผู้ดีชุดพลังหนุ่มนี้ ทำให้พวกเขาสามารถเล่นได้แบบสมบูรณ์แบบและทำผลงานออกมาได้อย่างดีเกินคาด หลังจากที่พวกเขาสามารถทะลุเข้าไปถึงรอบ 4 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ แต่ต้องพ่ายแพ้ไปให้กับทางด้าน ทีมชาติโครเอเชีย ในช่วงต่อเวลาพิเศษไปด้วยผลการแข่งขัน 2-1 ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและเสียใจสำหรับตัว แม็กไกวร์ เป็นอย่างมาก เพราะหลังจากที่ทีมชาติเมืองผู้ดีจะไม่สามารถเดินทางเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ได้แล้ว พวกเขายังคงทำผลงานในนัดชิงทีม 3 อีกครั้ง ด้วยการพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติเบลเยี่ยมไปด้วยสกอร์ 2-0 โดยทีมชาติเมืองผู้ดีของเขานั้นต้องจบทัวร์นาเมนต์นี้ไว้เพียงแค่ที่ 4 เท่านั้น

ก้าวเข้าสู่ โรงละครแห่งความฝัน
Harry-Maguire-ManU-vs-Chelsea
แมคไกวร์ ทำผลงานได้อย่างสุดยอดในเกมที่เอาชนะสิงห์สำอางไปได้ 4-0

หลังจากที่ตัวเขาทำผลงานอย่างสุดยอดกับสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้  Season  2018-2019 ทำให้ แมคไกวร์ ได้รับความสนใจจาก 2 ทีมยักษ์ใหญ่ในศึก  Premier League  เมืองผู้ดี ทั้ง เรือใบสีฟ้า และ แมนฯ ยู ซึ่งทั้ง 2 ทีมยักษ์ใหญ่แห่งเมืองแมนเชสเตอร์นี้ได้พยายามที่จะติดต่อขอเจรจาและยื่นข้อเสนอให้กับทาง เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมของ แฮรี่ แม็คไกวร์ ซึ่งทางทัพจิ้งจอกสยามนั้นมีความต้องการที่จะปล่อยตัวแนวรับร่างใหญ่รายนี้ไปก็ต่อเมื่อได้ค่าตัวเป็นจำนวนเงินถึง 80 ล้านปอนด์เท่านั้น จึงทำให้ทางด้าน เรือใบสีฟ้า ได้ทำการถอนตัวจากการไล่ล่านักเตะรายนี้ ซึ่งนับเป็นการเปิดทางให้ แมนฯยูไนเต็ด ได้เข้าเจรจากับทาง เลสเตอร์ ซิตี้ ได้อย่างเต็มรูปแบบ และสามารถทำการซื้อตัว แมคไกวร์ เข้ามาสู่สโมสรได้สำเร็จก่อนที่จะเปิดฤดูกาล 2019-2020 ด้วยค่าตัวราวๆ 85 ล้านปอนด์ โดยได้รับสัญญาทั้งหมด 6 ปี และได้เลือกสวมเสื้อหมายเลข 5 ตามไอดอลของเขาอย่าง ริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตตำนานแนวรับของทัพเรดเดวิ้ว นอกจากนี้ตัวเขายังถือว่าเป็น กองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก

ซึ่งหลังจากย้ายเข้ามาสู่ถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ได้ไม่นานมากนัก แมคไกวร์ ก็สามารถที่จะเข้ามาเป็นตัวหลักของ แมนฯยูไนเต็ด ได้อย่างรวดเร็ว เขาสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้ตั้งแต่เกมการแข่งขันนัดที่หนึ่งในการเปิดซีซั่นใหม่ของการแข่งขันศึก  Premier League  เมืองผู้ดี ได้ โดยเขาทำผลงานออกมาได้อย่างน่าประทับใจและมีส่วนช่วยให้ทีมไม่เสียประตูในเกมที่เอาชนะสิงห์สำอางคาบ้านไปได้ถึง 4-0 ซึ่งในเกมดังกล่าวนั้น แฮรี่ แมคไกวร์ ยังเป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ประจำการแข่งขันอีกด้วย นับเป็นการเปิดตัวการทางสโมสรใหม่ได้อย่างสุดยอด ทำให้ในขณะนี้ตัวเขาได้กลายเป็นขวัญในใจแนวรับคนใหม่ของบรรดากองเชียร์แมนยูได้ทันที

เกียรติประวัติประจำตัว
harry-maguire-trophy

สโมสร
ฮัลล์ ซิตี้

EFL Championship Playoff : 2016

ทีมชาติ England 
UEFA Nations League third place : 2018-2019

รางวัลส่วนตัว
Young Player of the Month : 2011

Sheffield United Young Player of the Year : 2011-2012

Sheffield United Player of the Year : 2011-2012,  2012-2013, 2013-2014

PFA League One Team of the Year : 2011-2012,  2012-2013, 2013-2014

League One Team of the Season : 2013-2014

Hull City Fans Player of the Year : 2016-2017

Hull City Player of the Year : 2016-2017

Leicester City Player of the Season : 2017-2018

Leicester City Players Player of the Season : 2017-2018

ประวัติ David Alaba ( ดาวิด อลาบ้า )

ประวัติ David Alaba ( ดาวิด อลาบ้า ) เกิดวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1992 อายุ 26 ปี นักเตะชาวออสเตรีย  ส่วนสูง 1.8 เมตร หรือ 5 ฟุต 10.9 นิ้ว  ตำแหน่ง แบ็กซ้าย  ufa1688  , กองกลาง ปัจจุบันเล่นให้กับทีม บาเยิร์นมิวนิก สโมสรชื่อดังแห่งลีก บุนเดสลีกา เยอรมัน  ใส่เสื้อหมายเลข 27      ดาวิด อลาบ้า เริ่มไปสู่เส้นทางการเล่นบอลนัดแรกปี 2001-2002 ร่วมกับสโมสรเยาวชน แอสเบ อาสเพิร์น เพียงแค่ปีเดียว และได้ย้ายร่วมเล่นกับสโมสร ออสเตรีย เวียนนา ปี 2002-2008 ตรงเวลา 6 ปี  ซึ่งในเวลาต่อมาได้ย้ายเผ่านาเล่นกับสโมสรเยาวชนที่เยอรมันกับ บาเยิร์นมิวนิก ปี 2008-2009 เพียงปีเดียวและได้ก้าวขึ้นมาเล่นในระดับสโมสรอาชีพของ บาเยิร์นมิวนิก 2 ปี 2009-2010 ลงเล่นมากกว่า 33 ครั้ง ต่อมาปี 2010 ร่วมเล่นกับบาเยิร์นมิวนิก ลงเล่นกว่า 115 ครั้ง จากนั้นปี 2011 ได้เผ่านาเล่นกับ 1899 ฮ็อฟเฟินไฮม์ ในฐานะนักเตะยืมตัว ปัจจุบันอยู่ร่วมทีมกับบาเยิร์นมิวนิก           David Alaba ได้เข้าเล่นบอลในระดับทีมชาติออสเตรียนัดแรกปี 2007-2009 ในรุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปี , ปี 2010 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 21 ปี , ปี 2009-2010 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 21 ปี  ซึ่งได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของออสเตรีย เมื่อครั้งที่อายุเพียง 19 ปี และปี 2009 ได้รับโอกาสร่วมเล่นในทีมชาติออสเตรียชุดใหญ่เป็นนัดแรก โดยลงเล่นกว่า 41 ครั้ง สไตล์การเล่นที่มีความโดดเด่นในเกมรับและการครองบอลได้ดีเยี่ยม มีทักษะการเล่นที่ดี จึงเป็นนักเตะทีมชาติออสเตรียอีกหนึ่งคนที่สำคัญ

ผลงานที่น่าสนใจ
ปี 2009-2010 , 22012-2013 , 2013-2014 , 2014-2015 , 2016-2017 , 2017-2018 , 20158-2019 , 2019-2020 บุนเดสลีกา –บาเยิร์นมิวนิค
ปี 2012-2013 , 2013-2014 , 2014-2015 , 2015-2016 , 2018-2019 , 2019-2020 DFB-Pokal – บาเยิร์นมิวนิค
ปี 2016 , 22018 DFL-Supercup – บาเยิร์นมิวนิค
ปี 2012-2013 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก – บาเยิร์นมิวนิค
ปี 2013 ยูฟ่าซูเปอร์คัพ – บาเยิร์นมิวนิค
ปี 2013 FIFA Club World Cup- บาเยิร์นมิวนิค
รางวัล นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีออสเตรีย ปี 2011 , 2012 , 2013 , 2014 , 2015 , 2016
รางวัล Austrian Sports Personality of the Year ปี 2013 , 2014
รางวัล UEFA Team of the Year ปี 2013 , 2014 , 2015
รางวัล European Sports Media 2013-2014
รางวัล France Football 2015
รางวัลทีมยอดเยี่ยมประจำฤดู 2014-2015 , 2015-2016
รางวัล FIFPro World Players’ Union 2013 , 2014 , 2015 , 22016
รางวัล FIFA FIFPro World XI 2017
เขาแปลงเป็นนักเตะที่มีทักษะและพรสวรรค์ของการเล่นบอลอย่างมากและมีรางวัลการันตีมาแล้วหลายรางวัลจึงเปลี่ยนเป็นเจ้าหนูมหัศจรรย์คนหนึ่งที่น่าจับตามองเมื่อเขาเริ่มของการเล่นบอลเมื่อตั้งแต่อายุยังน้อย
แบ็คซ้ายดาวรุ่งที่ เป๊บ กวาดิโอล่า หวงนักหวงหนากับความถนัดที่เกินวัยเเละมีส่วนช่วยสร้างความสำเร็จให้กับเสื้อใต้ บาเยิร์น มิวนิค อย่างอย่างมากในตอนนี้ รวมทั้งเป็นที่หมายปองของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายๆ ทีมด้วยกัน
DAVID ALABA นั้นเกิดในปี ค.ศ. 1992 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยเขาไม่ได้มีเชื้อสายออสเตรียเลยเเม้เเต่น้อยเพราะพ่อของเขาเป็นชาวไนจีเรียส่วนเเม่เป็นชาวฟิลิปปินส์ เเต่ก็ได้รับสัญชาติออสเตรีย เเละเริ่มเล่นบอลกับทีมเยาวชนแอสเบ อาสเพิร์น ก่อนที่จะมาเป็นออสเตรีย เวียนนา เเละสุดท้ายถูกดึงตัวมายังเยอรมัน โดยมาอยู่ในความดูเเลของทีมเยาวชนบาเยิร์นมิวนิค ก่อนที่ในฤดู 2009 จะถูกดันขึ้นมาเล่นยังทีมสำรองของเสือใต้เเละทำผลงานได้อย่างดีจนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในฤดู 2010 เเละสามารถสร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจ จนเปลี่ยนเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่บาเยิร์น มิวนิค จะขาดไม่ได้เลยในเกมส์สำคัญๆ ส่วนในนามทีมชาติออสเตรียนั้นเขาติดทีมชาติออสเตรียตั้งเเต่ชุดยู 17 จนถึงทีมชาติชุดใหญ่ เเต่ก็ไม่ได้มีความสำเร็จอย่างมากอะไรนัก
ลีลาการเล่นของ ดาวิด อลาบา นั้นถือว่ามีความน่าสนใจกับความเเข็งเเกร่งของร่างกายที่วิ่งไม่มีหมด เเถมยังมีความยืดหยุ่นสูง ช่วยให้เเนวรับของบาเยิร์น มิวนิค นั้นมีความเเข็งเเกร่งเป็นเป็นอย่างมากเลยทีเดียว รวมทั้งการเดิมเกมส์รุกก็ทำได้อย่างน่าสนใจ จน เป๊บ กวาดิโอล่า ถึงกับออกปากชมอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งผู้เล่นแนวรับอย่างงี้นัยหาไม่ได้ง่ายๆ นักทั้งๆ ที่อายุยังน้อยมาก

แกเร็ธ เบล

ufa1688  แกเร็ธ แฟรงก์ เบล (อังกฤษ: Gareth Frank Bale) เกิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1989 ที่คาร์ดิฟฟ์ ในประเทศเวลส์, ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นนักฟุตบอล ซึ่งเล่นตำแหน่งแบ็คซ้าย หรือปีกซ้าย ให้กับสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด สวมเสื้อหมายเลข 11 และ ฟุตบอลทีมชาติเวลส์ เคยอยู่สโมสรฟุตบอลทอตแนมฮ็อตสเปอร์ และยังเป็นนักฟุตบอลที่ได้รางวัลผู้เล่นแห่งปีจากสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ ปัจจุบันได้ย้ายไปอยู่กับสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด ด้วยราคา 85 ล้านปอนด์ เป็นสถิติโลกใหม่ของการซื้อขายนักฟุตบอล แต่ถูกทำลายลงโดยปอล ปอกบาที่ย้ายจากสโมสรฟุตบอลยูเวนตุส สู่สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 89 ล้านปอนด์ในฤดูกาล 2017–18

เบล เกิดที่คาร์ดิฟฟ์ เมืองหลวงของเวลส์ เป็นลูกชายแฟรงค์ เบล และเป็นหลานชายของ คริส เพคส์ อดีตผู้เล่นของคาร์ดิฟฟ์ซิตี อีกด้วย โดยสมัยที่เจ้าตัวอายุได้ 9 ขวบ เจ้าตัวก็ได้รับความสนใจจากแมวมองของเซาท์แธมป์ตัน จากนั้น เบล ก็เข้าเรียนที่โรงเรียนวิทเชิร์ช ไฮสคูล ในคาร์ดิฟฟ์ที่ซึ่งลงเล่นรักบี้, ฮ็อคกี้ และวิ่งระยะไกล ไปพร้อมกับการเล่นฟุตบอล โดยระหว่างที่เรียนที่วิทเชิร์ช เบลก็ได้ฝึกฝีเท้ากับสถาบันฟุตบอลของทีมเซาแทมป์ตันที่เมืองบาธ ไปด้วยพร้อม ๆ กัน กล่าวกันว่าเมื่อกลับจากโรงเรียนเบลไม่เคยอ้อนวอนพ่อให้เปิดดูการ์ตูนหรือโทรทัศน์ มีแต่อ้อนวอนให้ออกไปเล่นฟุตบอล

เมื่ออายุได้ 16 ปี เบล ก็เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ทีมชุดอายุต่ำกว่า 18 ปีของโรงเรียนคว้าแชมป์ "คาร์ดิฟฟ์ แอนด์ เวล ซีเนียร์ คัพ" ไปครอง และเมื่อเรียนจบในช่วงซัมเมอร์ 2005 แผนกพลศึกษาของโรงเรียนก็ได้มอบรางวัลยอดเยี่ยมด้านกีฬาให้กับดาวรุ่งรายนี้ด้วย

เบล พัฒนาฝีเท้าได้อย่างรวดเร็วและเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะจอมยิงฟรีคิกของทีม ขณะที่เกมสุดท้ายของเบล กับเซาแทมป์ตัน เป็นเกมเพลย์ออฟแชมเปี้ยนชิพ รอบรองชนะเลิศ กับดาร์บี้ เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2007 แต่เจ้าตัวกลับโชคร้ายได้รับบาดเจ็บในช่วงครึ่งหลังจนไม่สามารถฝืนเล่นต่อไปได้ โดยปีก/แบ็คซ้าย รวมทั้งหมดเบลเล่นให้กับเซาแทมป์ตันไป 45 นัด และทำไป 5 ประตู

จากนั้น เบล ก็ได้ย้ายไปค้าแข้งกับ สเปอร์ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2007 และเซ็นสัญญาเป็นเวลา 4 ปี โดยสเปอร์จ่ายค่าตัวไป 5 ล้านปอนด์ (ราว 300 ล้านบาทในเวลานั้น) พร้อมกับอ็อปชั่นที่ว่าจะต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมหากว่า เบล สามารถช่วยให้สเปอร์ส ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งคาดว่ารวม ๆ แล้วอาจจะสูงถึง 10 ล้านปอนด์ เบล ประเดิมสนามนัดแรกให้สเปอร์ส ในเกมอุ่นเครื่องกับเซนต์ แพตทริคส์ แอตแลติก เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2007 ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนตัวในช่วงท้ายเกมเนื่องจากบาดเจ็บ

จากนั้น เบล ก็สามารถพังประตูแรกให้สเปอร์ในแมตช์อย่างเป็นทางการได้สำเร็จในเกมที่เสมอกับฟูแล่ม 3-3 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2007 ก่อนที่จะตามมาด้วยการทำสกอร์จากฟรีคิกในเกมดาร์บี้แมตช์แห่งลอนดอนเหนือกับอาร์เซนอล และตามด้วยการทำประตูในเกมลีก คัพ ที่พบกับมิดเดิลสโบรช์ ซึ่งทำให้เบล ซึ่งเป็นดาวรุ่งวัย 18 ปีในเวลานั้น กลายเป็นขวัญใจแฟนบอลสเปอร์ส อย่างรวดเร็ว หลังทำไป 3 ประตูจากการลงสนาม 4 นัดแรก

ในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2007 เบล ก็ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าขวาอย่างรุนแรง จนต้องพักนานหลายเดือน อย่างไรก็ตามในเดือนสิงหาคม 2008 เจ้าตัวก็ได้เซ็นสัญญากับสเปอร์ส เพิ่มอีก 4 ปีแม้ส่วนตัวแล้วจะทำผลงานได้ดี แต่ไม่น่าเชื่อว่า เบล จะมีสถิติลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีก 24 นัดให้สเปอร์ส โดยที่ทีมไม่ชนะเลย จนโดนตราหน้าว่าเป็น "ตัวซวย" ที่เมื่อลงสนามเมื่อไหร่ ทีมจะไม่ชนะ ซึ่งกว่าที่เบลจะได้สัมผัสชัยชนะในลีกเป็นนัดแรกก็ต้องรอจนถึงเกมที่พบกับเบิร์นลีย์ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2009 ซึ่งกินเวลามากกว่า 2 ปี หลังจากที่เซ็นสัญญาในถิ่นไวท์ ฮาร์ท เลน โดยเกมดังกล่าวเบลถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 85

ฤดูกาล 2010-11 เบล เริ่มต้นได้อย่างสวยหรูเมื่อเหมาคนเดียว 2 ประตูให้ทีมชนะสโตกซิตี 2-1 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2010 และถัดมาอีก 4 วัน เบลก็ทำแอสซิสต์ทั้ง 4 ลูกให้ สเปอร์ส ถล่ม ยัง บอยส์ เบิร์น จากสวิตเซอร์แลนด์ 4-0 ในศึกแชมเปียนส์ลีก รอบเพลย์ออฟ ที่ไวต์ฮาร์ตเลน ฤดูกาล 2012-13 เบล เปลี่ยนมาใส่เสื้อหมายเลข 7 ซึ่งเป็นเบอร์ไรอัน กิกส์ ขวัญใจของเบลในทีมชาติเวลส์

ปัจจุบันได้ย้ายไปอยู่กับสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด ด้วยราคา 85.3 ล้านปอนด์ ทำลายสถิติโลกของคริสเตียโน โรนัลโด นักเตะปัจจุบันของรีล มาดริดเช่นกัน โดยทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2013

เจอร์เมน เดโฟ

ufa1688 เจอร์เมน โคลิน เดโฟ โอบีอี​ (อังกฤษ: Jermain Colin Defoe, เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1982) เป็นนักฟุตบอลชาวอังกฤษ เชื้อสายเซนต์ลูเชีย-โดมินิกัน ตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า ปัจจุบันเล่นให้กับ เรนเจอร์สในสกอตติชพรีเมียร์ชิป (โดยยืมตัวมาจากบอร์นมัท)

เจอร์เมน เดโฟ เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นนักฟุตบอลระดับเยาวชนให้กับสโมสรชาร์ลตัน แอธเลติก เมื่ออายุได้ 14 ปี ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด เมื่ออายุ 16 ปี โดยลงเล่นในระดับอาชีพให้กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ดเป็นนัดแรกในปี ค.ศ. 2000 ก่อนจะถูกส่งไปหาประสบการณ์กับสโมสรบอร์นมัทด้วยสัญญายืมตัวตลอดฤดูกาล 2000–01 และกลับมาสู่เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

หลังจากที่เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกในปี 2003 เดโฟได้ย้ายมาร่วมทีมทอตนัม ฮอตสเปอร์ในเดือนมกราคม ปี 2004 และลงเล่นให้กับสเปอร์นานถึง 4 ฤดูกาล ก่อนจะถูกขายให้กับสโมสรพอร์ตสมัท ในเดือนมกราคม ปี 2008 โดยเขาลงเล่นให้กับพอร์ตสมัทเพียงแค่ฤดูกาลเดียว หลังจากนั้นได้ย้ายกลับมายังทอตนัม ฮอตสเปอร์ในเดือนมกราคม ปี 2009

ในปี 2014 เดโฟย้ายไปเล่นฟุตบอลนอกสหราชอาณาจักรเป็นครั้งแรก โดยเขาย้ายไปเล่นให้กับโตรอนโต เอฟซี ในเมเจอร์ลีก ซอกเกอร์ สหรัฐอเมริกา แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงได้ย้ายกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้งในปีถัดมา กับสโมสรฟุตบอลซันเดอร์แลนด์

เดโฟ เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่สามารถทำประตูในพรีเมียร์ลีกได้มากเกินกว่า 150 ประตู โดยยิงประตูในพรีเมียร์ลีกมากที่สุดเป็นอันดับที่ 7 (162 ประตู) รวมทั้งเป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลลำดับที่ 5 ของสโมสรทอตนัม ฮอตสเปอร์ โดยเป็นผู้ยิงประตูในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยยุโรปให้สโมสรมากที่สุดเป็นอันดับ 1

ในการลงเล่นระดับชาติ เจอร์เมน เดโฟ ติดทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรกในปี 2004 โดยลงเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษทั้งหมด 57 นัด ยิงได้ 20 ประตู รวมถึงการลงเล่นและยิงประตูในฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้

ประวัติ
เจอร์เมน เดโฟ เกิดที่เขตเบ็คตอน เมืองนิวแฮม ในมณฑลเกรเทอร์ลอนดอน, สหราชอาณาจักร มีพื้นฐานครอบครัวมาจากประเทศในแถบทะเลแคริบเบียน โดยแม่ของเขาเป็นชาวเซนต์ลูเชียและพ่อเป็นชาวโดมินิกัน เดโฟเริ่มเข้ารับการศึกษาในระดับชั้นประถมที่โรงเรียนประถมเซนต์ โจอาคิม และศึกษาต่อในระดับมัธยมที่โรงเรียนเซนต์ โบนาเวนเชอร์ส คาทอลิก ภายในเมืองนิวแฮม

เดโฟ ได้มีโอกาสเล่นฟุตบอลระดับสมัครเล่นกับ สโมสรฟุตบอลเซนรับ ที่ลงแข่งขันในซันเดย์ ลีก โดยสโมสรแห่งนี้มีชื่อเสียงในระดับท้องถิ่นและเคยผลิตนักฟุตบอลชื่อดังอย่าง ลี โบว์เยอร์ , จอห์น เทอร์รี, แอชลีย์ โคล และเล็ดลีย์ คิง หลังจากนั้นเขาได้การคัดเลือกให้เข้าสู่ศูนย์ฝึกฟุตบอลระดับสูงของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1997 ในขณะอายุได้เพียง 14 ปี โดยขณะอยู่ที่ศูนย์ฝึกของสมาคมฟุตบอล เดโฟ เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนอิดซอลล์

ที่ศูนย์ฝึกฟุตบอลของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ เดโฟ ได้รับความสนใจจากสโมสรฟุตบอลชาร์ลตัน แอธเลติก ที่ดึงตัวเขาเข้าร่วมศูนย์ฝึกเยาวชนของสโมสร ก่อนที่เขาจะเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับสโมสรฟุตบอลเวสต์แฮม ยูไนเต็ด

 

มูซา แดมเบเล

ufa1688 มูซา แดมเบเล (ฝรั่งเศส: Moussa Dembélé; เกิดวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1996) เป็นนักฟุตบอลชาวฝรั่งเศสที่เล่นในตำแหน่งกองหน้าให้กับลียงในลีกเอิง เขามาจากทีมเยาวชนของปารีแซ็ง-แฌร์แม็งและฟูลัม และได้ลงเล่นระดับอาชีพครั้งแรกให้กับฟูลัมในพรีเมียร์ลีกในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2013 เขายิง 19 ประตูจากการลงเล่น 64 นัดให้กับฟูลัม และย้ายไปเซลติกใน ค.ศ. 2016 โดยพาทีมชนะเลิศเทรเบิลแชมป์ได้สองฤดูกาลติดต่อกัน ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2018 เขาย้ายไปลียง

แดมเบเลลงเล่นให้กับทีมชาติฝรั่งเศสชุดเยาวชนมากกว่า 50 นัด และในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2016 เขาถูกเรียกติดทีมชาติรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี

เกียรติประวัติ
เซลติก

สกอตติชพรีเมียร์ชิป: 2016–17, 2017–18
สกอตติชลีกคัพ: 2016–17, 2017–18
สกอตติชคัพ: 2016–17, 2017–18
รางวัลส่วนตัว

ผู้เล่นดาวรุ่งแห่งเดือนของฟุตบอลลีก: ตุลาคม 2015
ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของลอนดอนฟุตบอลลีก: 2015–16
ผู้เล่นอายุไม่เกิน 21 ปีแห่งปีของฝรั่งเศส: 2016
ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งเดือนสกอตติชพรีเมียร์ชิป: กันยายน 2016, กุมภาพันธ์ 2017
ทีมยอดเยี่ยมแห่งปี พีเอฟเอ สกอตแลนด์ (พรีเมียร์ชิป): 2016–17
ประตูยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล พีเอฟเอ สกอตแลนด์: 2016–17
ผู้ทำประตูสูงสุดแห่งฤดูกาลของเซลติก: 2016–17
ประตูยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของเซลติก: 2016–17

เอเด้น อาซาร์ 

ufa1688 ชื่อเต็ม : เอเด้น อาซาร์ 
วันเกิด : 7 มกราคม 1991 
สัญชาติ : เบลเยียม 
ส่วนสูง : 170ซม 
น้ำหนัก : 69 กก 
สโมสรปัจจุบัน : เชลซี  
หมายเลขเสื้อ : 17
ตำเเหน่ง : กองกลางตัวรุก 
 
สโมสรเยาวชน 
1998 – 2003 รอยัล สเตท เบรโนอิส 
2003 – 2005 ทูไบซ์ 
2005 – 2007 ลีลล์ (ชุดสำรอง) 
 
สโมสรอาชีพ
2007 – 2012  ลีลล์      
2012 – ปัจจุบัน เชลซี 
 
ทีมชาติเบลเยียม
2007 – 2008 เบลเยี่ยม ชุด 17 ปี      
2008 – 2009 เบลเยี่ยม ชุด 19 ปี    
2008 – ปัจจุบัน เบลเยี่ยม ชุดใหญ่     
 
ประวัติ 
 
     เอเด้น อาซาร์ เกิดวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1991 ที่เมืองลาลูเวียร์ ประเทศเบลเยียม เริ่มต้นการค้าแข้งกับทีมในบ้านเกิด รอยัล สเตท เบรโนอิส ในปี 1998 ซึ่งปัจจุบันเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลเชลซี อาซาร์นั้นเติบโตมาในครอบครัวที่รักการเล่นฟุตบอล ทั้งพ่อและแม่ของเขาต่างเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เขาเริ่มต้นการค้าแข้งกับทีมในบ้านเกิดคือรัวยาลสตาดแบรนัว (Royal Stade Brainois) ในปี ค.ศ. 1998 และฉายแววรุ่งออกมาจนไปเข้าตาลีล สโมสรดังในลีกเอิง จึงตัดสินใจรับเขามาร่วมทีมในปี ค.ศ. 2005
 
     เมื่อมาอยู่กับลีลในฝรั่งเศส อาซาร์ก็ได้ไปเล่นชุดใหญ่อย่างรวดเร็วในปี ค.ศ. 2007 ด้วยวัยเพียง 16 ปีเท่านั้น ในฤดูกาล 2007/08 หรืออีก 2 ปีถัดมา เขาได้โอกาสลงเป็นตัวสำรองมากขึ้น ก่อนที่ฤดูกาลต่อมากองกลางวัยรุ่น จะแจ้งเกิดได้เต็มตัวโดยเป็นนักเตะตัวจริงสม่ำเสมอและทำให้อาซาร์ ได้รับการเรียกตัวติดทีมชาติและได้รางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมในวัยแค่ 17 ปี

 
     ในฤดูกาล 2009/10 ดาวเตะวัยกระเตาะยิ่งทำผลงานได้ร้อนแรงมากขึ้น ก่อนจะผงาดไปคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่ง 2 ปีติดต่อกัน และยังได้มีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของลีก เอิง ด้วย ในฤดูกาล 2010/11 ว่ากันว่าเป็นปีที่ดีที่สุดสำหรับอาซาร์ ในสีเสื้อของลีลล์ โดยแม้จะเริ่มต้นได้ไม่ดี หลังจากโค้ชทีมชาติเบลเยี่ยม จอร์จส์ ลีเคนส์ ออกมาวิจารณ์ และโดนดร็อปจากลีลล์จนไมได้ลงสนามเป็นตัวจริงใจช่วง 2 เดือนแรก 
 
     อาซาร์กลับมาสู่ทีมอีกครั้ง โดยมีบทบาทสำคัญในกาารช่วยให้ทีมคว้าดับเบิลแชมป์ได้ทั้งลีกและบอลถ้วย และยังได้รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีในฤดูกาลกังกล่าว จากการยึด ซีเนอดีน ซีดาน เป็นต้นแบบทำให้เขายิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้น และทำให้มีการพูดกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าสักวันนึงจะมีสโมสรใหญ่ในยุโรปที่คว้าตัวเขาไป
 
     ดาวเตะร่างเล็ก ได้ร่วมเล่นกับโจ โคล ในซีซั่นสุดท้ายกับ ลีลล์ ซึ่งเขาทำผลงานด้วยการกดไปถึง 21 ประตูจาก 48 นัด และผ่านบอลให้เพื่อนอีก 18 ครั้ง โดยที่สโมสรได้อันดับที่ 3 รองจากมงต์เปลิเยร์ และปารีส แซงต์ แชร์แมง ทำให้ได้ผ่านไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเขาปิดฉากอย่างน่าประทับใจโดยได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมในเกมสุดท้ายกับลีลล์ และยิงแฮตทริกได้ด้วยในเกมกับน็องซี่
 
     ฤดูกาล 2012-13 อาซาร์ ตัดสินใจย้ายมาหาความท้าทายใหม่ๆในพรีเมียร์ลีก ด้วยการลงเอยกับแชมป์ยุโรปอย่าง เชลซี พร้อมกับค่าตัวมหาศาล 32 ล้านปอนด์ (ราว 1600 ล้านบาท) บวกกับค่าเหนื่อยสัปดาห์ละ 170000 ปอนด์ (8.5 ล้านบาทต่อสัปดาห์) โดยจะสวมหมายเลข 17 จากนั้นสาตาร์เบลเจี้ยนลงประเดิมสนามเกมแรกในศึกคอมมูนิตี้ ชิลด์ ในการเจกับแมนฯ ซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีก ก่อนจะพาต้นสังกัดใหม่พ่ายไป 2-3 

 
     ทั้งนี้กว่าที่ อาซาร์ จะประเดิมลูกแรกในสีเสื้อ "สิงห์บลูส์" ต้องรอกระทั่งเกมลีกนัดที่ 3 ซึ่งเปิดบ้านเจอกับ นิวคาสเซิ่ล โดยเกมดังกล่าว จอมทัพร่างเล็กตะบันจุดโทษเข้าไป อย่างไรก็ตามล่าสุด อาซาร์ ทำเรื่องฉาวด้วยการเตะเข้าใส่ชายโครงเด็กเก็บบอลหลังประตู จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างครึกโครม เบื้องต้นเจ้าตัวถูกแบน 3 นัด และอาจจะโดนเพิ่มอีก 3 นัด ในเวลาต่อมา 
 
     กับทีมชาติเบลเยี่ยม เจ้าตัวติดทีมชาติมาทุกระดับ และก้าวไปติดทีมชาติชุดใหญ่ได้ในปี 2008 โดยได้ลงเล่นแมตแรกในแมตที่เบลเยี่ยมฟาดแข้งกับลักเซมเบิร์ก ทำให้ เอด็อง อาซาร์ ทำสถิติเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดในทีมชาติเบลเยี่ยม ที่ได้ลงให้กับทีมชุดใหญ่ด้วยวัย 17 ปี กับอีก 316 วัน

จูเซปเป รอสซี

ufa1688 จูเซปเป รอสซี (อิตาลี: Giuseppe Rossi; เกิด 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1987) เป็นนักฟุตบอลตำแหน่งกองหน้าสังกัดสโมสรฟิออเรนตินาแห่งเซเรียอา อิตาลี เกิดที่เมืองทีเน็ค, นิวเจอร์ซีย์, สหรัฐอเมริกา และถือสองสัญชาติ ทั้งอเมริกันและอิตาเลียน รอสซีประเดิมสนามให้กับทีมชาติอิตาลีในเดือนตุลาคม 2008 ก่อนจะทำประตูแรกได้ในเดือนมิถุนายน 2009

ชีวิตวัยเยาว์
รอสซีเป็นอิตาเลียนอเมริกันโดยกำเนิดจากพ่อแม่ชาวอิตาเลียนซึ่งอพยพไปตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกา ณ เมืองทีเน็ค, นิวเจอร์ซีย์ พ่อของเขา แฟร์ดินานโด รอสซี เป็นโค้ชให้กับทีมซอคเกอร์และเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอิตาเลียนและภาษาสเปนให้กับโรงเรียนคลิฟตัน ไฮ สคูล ส่วนแม่ของเขา เคลโอนิลเด รอสซี เป็นครูสอนภาษาอยู่ที่คลิฟตัน

ประวัติการค้าแข้ง
ช่วงเริ่มอาชีพ
เมื่อได้รับข้อเสนอจากทีมเยาวชนปาร์ม่า รอสซีและพ่อของเขาจึงย้ายกลับมาอยู่ที่อิตาลี ก่อนที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จะซื้อสัญญาของเขาเมื่ออายุได้ 17 ปี

ช่วงต้นฤดูกาล พรีเมียร์ลีก 2006-07 รอสซีย้ายไปอยู่กับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดด้วยสัญญายืมตัวจนถึง 1 มกราคม 2007 และประเดิมสนามในวันที่ 24 กันยายน 2006

ก่อนที่จะย้ายกลับไปสู่ปาร์ม่าด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาล โดยรอสซี่สามารถระเบิดตาข่ายได้ถึง 9 ประตู จาก 19 เกม ช่วยให้ปาร์ม่ารอดตกชั้นอย่างเหลือเชื่อ

บิยาร์เรอัล
เดือนกรกฎาคม 2007 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยืนยันการขายรอสซีไปให้กับบิยาร์เรอัลในสเปน ด้วยค่าตัว 6.6 ล้านยูโร และที่นี่รอสซีก็กลายเป็นหัวหอกตัวหลักและสตาร์ประจำทีมตั้งแต่ฤดูกาลแรก

ระดับนานาชาติ
ในปี 2006 รอสซีได้รับเชิญจากบรู๊ซ อารีน่า โค้ชทีมชาติสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ให้เข้าร่วมแคมป์ฝึกซ้อมก่อนศึกฟุตบอลโลก 2006 แต่รอสซีได้ปฏิเสธไป เนื่องจากเขาต้องการเล่นให้กับอิตาลี

เขาได้ลงเล่นให้กับอิตาลีตั้งแต่ชุด U-16 ไปจนถึง U-21 ก่อนที่จะได้ลงเล่นในศึกยูโร U-21 และคว้าสิทธิ์ไปเล่นโอลิมปิกเกมส์ 2008 ได้สำเร็จ ซึ่งในศึกโอลิมปิก รอสซียิงได้ 4 ประตู กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของรายการ แม้จะไปถึงแค่รอบก่อนรองชนะเลิศเท่านั้น

มาร์เชลโล ลิปปี้ เทรนเนอร์ทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่ได้เรียกตัวเขามาติดทีมในเดือนกันยายน 2008 เพื่อทำศึกฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือกโซนยุโรป โดยได้ประเดิมสนามในเกมเสมอ 0-0 กับบัลแกเรีย ก่อนที่รอสซี่จะทำประตูแรกในทีมชาติได้ในเกมอุ่นเครื่องกับไอร์แลนด์เหนือเมื่อเดือนมิถุนายน 2009

จูเซปเป รอสซี

ufa1688 จูเซปเป รอสซี (อิตาลี: Giuseppe Rossi; เกิด 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1987) เป็นนักฟุตบอลตำแหน่งกองหน้าสังกัดสโมสรฟิออเรนตินาแห่งเซเรียอา อิตาลี เกิดที่เมืองทีเน็ค, นิวเจอร์ซีย์, สหรัฐอเมริกา และถือสองสัญชาติ ทั้งอเมริกันและอิตาเลียน รอสซีประเดิมสนามให้กับทีมชาติอิตาลีในเดือนตุลาคม 2008 ก่อนจะทำประตูแรกได้ในเดือนมิถุนายน 2009

ชีวิตวัยเยาว์
รอสซีเป็นอิตาเลียนอเมริกันโดยกำเนิดจากพ่อแม่ชาวอิตาเลียนซึ่งอพยพไปตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกา ณ เมืองทีเน็ค, นิวเจอร์ซีย์ พ่อของเขา แฟร์ดินานโด รอสซี เป็นโค้ชให้กับทีมซอคเกอร์และเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอิตาเลียนและภาษาสเปนให้กับโรงเรียนคลิฟตัน ไฮ สคูล ส่วนแม่ของเขา เคลโอนิลเด รอสซี เป็นครูสอนภาษาอยู่ที่คลิฟตัน

ประวัติการค้าแข้ง
ช่วงเริ่มอาชีพ
เมื่อได้รับข้อเสนอจากทีมเยาวชนปาร์ม่า รอสซีและพ่อของเขาจึงย้ายกลับมาอยู่ที่อิตาลี ก่อนที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จะซื้อสัญญาของเขาเมื่ออายุได้ 17 ปี

ช่วงต้นฤดูกาล พรีเมียร์ลีก 2006-07 รอสซีย้ายไปอยู่กับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดด้วยสัญญายืมตัวจนถึง 1 มกราคม 2007 และประเดิมสนามในวันที่ 24 กันยายน 2006

ก่อนที่จะย้ายกลับไปสู่ปาร์ม่าด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาล โดยรอสซี่สามารถระเบิดตาข่ายได้ถึง 9 ประตู จาก 19 เกม ช่วยให้ปาร์ม่ารอดตกชั้นอย่างเหลือเชื่อ

บิยาร์เรอัล
เดือนกรกฎาคม 2007 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยืนยันการขายรอสซีไปให้กับบิยาร์เรอัลในสเปน ด้วยค่าตัว 6.6 ล้านยูโร และที่นี่รอสซีก็กลายเป็นหัวหอกตัวหลักและสตาร์ประจำทีมตั้งแต่ฤดูกาลแรก

ระดับนานาชาติ
ในปี 2006 รอสซีได้รับเชิญจากบรู๊ซ อารีน่า โค้ชทีมชาติสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ให้เข้าร่วมแคมป์ฝึกซ้อมก่อนศึกฟุตบอลโลก 2006 แต่รอสซีได้ปฏิเสธไป เนื่องจากเขาต้องการเล่นให้กับอิตาลี

เขาได้ลงเล่นให้กับอิตาลีตั้งแต่ชุด U-16 ไปจนถึง U-21 ก่อนที่จะได้ลงเล่นในศึกยูโร U-21 และคว้าสิทธิ์ไปเล่นโอลิมปิกเกมส์ 2008 ได้สำเร็จ ซึ่งในศึกโอลิมปิก รอสซียิงได้ 4 ประตู กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของรายการ แม้จะไปถึงแค่รอบก่อนรองชนะเลิศเท่านั้น

มาร์เชลโล ลิปปี้ เทรนเนอร์ทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่ได้เรียกตัวเขามาติดทีมในเดือนกันยายน 2008 เพื่อทำศึกฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือกโซนยุโรป โดยได้ประเดิมสนามในเกมเสมอ 0-0 กับบัลแกเรีย ก่อนที่รอสซี่จะทำประตูแรกในทีมชาติได้ในเกมอุ่นเครื่องกับไอร์แลนด์เหนือเมื่อเดือนมิถุนายน 2009

ริกกี แลมเบิร์ต

ufa1688 ริกกี แลมเบิร์ต (อังกฤษ: Rickie Lambert; ชื่อเต็ม: ริกกี ลี แลมเบิร์ต (Rickie Lee Lambert); เกิด: 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1982) เป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพชาวอังกฤษตำแหน่งกองหน้า เคยเล่นในพรีเมียร์ลีกให้กับหลายสโมสร ทั้งเซาแทมป์ตัน, ลิเวอร์พูล และเวสต์บรอมมิชอัลเบียน และเป็นอดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ

แลมเบิร์ตเริ่มตันการเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับแบล็กพูล หลังจากนั้นก็ไปเล่นให้กับแมกเคิลส์ฟีลด์ทาวน์, สตอกพอร์ตเคาน์ตี, รอชเดล และบริสตอลโรเวอส์ และย้ายร่วมกับเซาแทมป์ตันในปี ค.ศ. 2009 และได้สร้างชื่อเสียงขึ้นมา ก่อนที่จะได้ย้ายไปร่วมกับลิเวอร์พูลในปี ค.ศ. 2014 ซึ่งเป็นสโมสรเยาวชนที่เจ้าตัวเคยอยู่และเป็นสโมสรที่ใฝ่ฝันที่จะร่วมทีมมาตั้งแต่เด็ก

ชีวิตส่วนตัว
ริกกี แลมเบิร์ต เกิดที่ย่านเวสต์เวล, เคอร์กบี, มณฑลเมอร์ซีไซด์ ในครอบครัวที่ไม่ร่ำรวย โดยเป็นลูกชายของเรย์ และเมารีน แลมเบิร์ต แลมเบิร์ตชื่นชอบการเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก และเข้าสู่สโมสรเยาวชนของลิเวอร์พูลตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบ แต่เมื่ออายุได้ 15 ปี ก็ถูกถอดออกจากทีม เนื่องจากไม่เข้าตาผู้ฝึกสอน จึงได้เข้าทำงานในโรงงานผลิตขวดบรรจุบีทรูทเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว ได้ค่าตอบแทนวันละ 20 ปอนด์

ชีวิตครอบครัว แลมเบิร์ตมีภรรยาชื่อ เอมี ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 3 คน โดยคนสุดท้อง ชื่อว่า เบลลา โรส เกิดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2013 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่แลมเบิร์ตถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษ เป็นครั้งแรก ในนัดที่อังกฤษพบกับ สกอตแลนด์

เซาแทมป์ตัน

แลมเบิร์ต ขณะเล่นให้กับเซาแทมป์ตันในปี ค.ศ. 2013
แลมเบิร์ต เล่นได้ดีกับเซาแทมป์ตัน และทำผลงานได้ดีตลอดทั้งฤดูกาล 2013–14 เมื่อจบฤดูกาลเซาแทมป์ตันอยู่อันดับที่ 8 นับว่าเป็นอันดับที่น่าพอใจ เนื่องจากเพิ่งเลื่อนชั้นมาสู่พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ดังนั้น เมื่อจบฤดูกาล ลิเวอร์พูลได้ติดต่อขอซื้อตัวเข้าร่วมทีม ด้วยสัญญา 2 ปี ค่าตัวราว 4 ล้านปอนด์ และนับเป็นผู้เล่นหนึ่งใน 5 รายของเซาแทมป์ตันที่ย้ายออกไปในช่วงเวลานั้น

ลิเวอร์พูล
ริกกี แลมเบิร์ต ได้ย้ายจากเซาแทมป์ตันสู่ลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2014–15 ในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2014 พรีเมียร์ลีก นัดเปิดฤดูกาล 2014–15 แลมเบิร์ต ได้ลงสนามนัดแรกให้กับลิเวอร์พูล โดยลงสนามเป็นตัวสำรองในช่วง 14 นาทีสุดท้ายแทน ฟีลีปี โกชิญญู ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะทีมเก่าของเขา เซาแทมป์ตัน 2-1 ในช่วงแรก แลมเบิร์ต มักจะเป็นตัวสำรอง จนกระทั่ง มารีโอ บาโลเตลลี มีอาการบาดเจ็บ ทำให้ แลมเบิร์ต ได้มีโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงและยิงประตูให้กับลิเวอร์พูลได้เป็นลูกแรกในพรีเมียร์ลีกนัดที่ 12 ที่ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายแพ้คริสตัลพาเลซ 3-1 โดยที่แลมเบิร์ตเป็นผู้ยิงประตูให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 0-1 ตั้งแต่นาทีที่ 2 ต่อมา ในวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 2014 แลมเบิร์ต ได้ลงเป็นตัวจริงนัดแรกในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2014–15 และทำประตูแรกให้กับ ลิเวอร์พูล ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เสมอกับ ลูโดโกเร็ตส์ ราซกราด จาก บัลแกเรีย 2-2 และทำประตูในพรีเมียร์ลีกลูกที่ 2 ในนัดที่ 21 ในนัดที่ลิเวอร์พูลเอาชนะแอสตันวิลลาไปได้ 0-2 ได้ที่สนามวิลลาพาร์ก โดยแลมเบิร์ตยิงประตูได้ในนาทีที่ 79 นับเป็นประตูที่ 2

ในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 2015 แลมเบิร์ต ได้ติดทีมยอดเยี่ยมแห่งทศวรรษ ของลีกรองอังกฤษ ในงานประกาศรางวัลของเดอะฟุตบอลลีก

เวสต์บรอมมิชอัลเบียน
แต่การเล่นให้กับลิเวอร์พูล แลมเบิร์ตเป็นเพียงตัวสำรอง ทำให้ทั้งฤดูกาลได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกเพียง 25 นัดเท่านั้น และยิงได้ 2 ประตู และรวมทั้งหมดทุกรายการลงเล่น 36 นัด ยิงไปได้เพียง 3 ประตู ทำให้ก่อนเปิดฤดูกาล 2015–16 แลมเบิร์ตได้รับการติดต่อจากโทนี พูลิส ผู้จัดการของเวสต์บรอมมิชอัลเบียน ขอซื้อตัว โดยคาดว่ามีค่าตัวราว 3 ล้านปอนด์

คาร์ดิฟฟ์ซิตี
หลังจบฤดูกาล 2015–16 แลมเบิร์ตได้ย้ายไปยังคาร์ดิฟฟ์ซิตี ในเดอะแชมเปียนชิป ด้วยสัญญา 2 ปี เนื่องจากถูกเวสต์บรอมมิชอัลเบียนปล่อยตัวออกไปในแบบไม่เปิดเผยค่าตัว กอรปกับได้ซื้อตัวฮัล ร็อบสัน-คานู นักฟุตบอลทีมชาติเวลส์ เข้ามาเพิ่มในตำแหน่งกองหน้า ทำให้โอกาสได้ลงเล่นของแลมเบิร์ตน้อยลง

ทีมชาติอังกฤษ
ในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2013 ริกกี แลมเบิร์ต ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรกด้วยวัย 31 ปี ต่อมา แลมเบิร์ต ได้ลงสนามนัดแรกให้กับทีมชาติ โดยลงสนามเป็นตัวสำรองแทน เวย์น รูนีย์ และทำประตูแรกให้กับทีมชาติในนัดที่อุ่นเครื่องกระชับมิตรเอาชนะ สกอตแลนด์ 3-2

ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 2014 ทีมชาติอังกฤษลงเล่นนัดแรกในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 รอบคัดเลือก เจอกับ สวิตเซอร์แลนด์ ที่บาเซิล โดย แลมเบิร์ต ลงสนามเป็นตัวสำรองและจ่ายบอลให้ แดนนี เวลเบก ทำประตูให้ อังกฤษ เอาชนะ สวิตเซอร์แลนด์ 2-0

ฟุตบอลโลก 2014
ในวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 ทีมชาติอังกฤษได้เรียกตัว ริกกี แลมเบิร์ต ติดรายชื่อ 23 คน ชุดลุยศึก ฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล โดย อังกฤษ ได้อยู่กลุ่ม D ร่วมกับ อุรุกวัย, คอสตาริกา และ อิตาลี โดย แลมเบิร์ต ได้ลงเล่นแค่นัดเดียวในนัดที่แพ้ให้กับ อุรุกวัย 1-2 สุดท้าย อังกฤษ ก็ต้องตกรอบแรก ได้อันดับสุดท้ายของกลุ่ม D เสมอ 1 แพ้ 2 (แพ้ อิตาลี 1-2, แพ้ อุรุกวัย 1-2 และ เสมอ คอสตาริกา 0-0) ทำให้ทีมชาติอังกฤษต้องจบเส้นทางฟุตบอลโลกที่บราซิลเพียงรอบแรกเท่านั้น และเป็นครั้งแรกในรอบ 56 ปีที่อังกฤษตกรอบแรกฟุตบอลโลก